Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘การเมือง’

สี่ปีมาแล้วที่ตามท้องถนนในกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยการประท้วงหลายครั้ง แต่การประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมาก็เป็นการประท้วงที่น่าประทับใจมากในการแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้ ชุมนุมในเมืองไทย มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายหมื่นคนอยู่ภายใต้แสงแดดแผดเผา ขณะรับฟังการปราศรัยที่ด่าทอนายกฯ อภิสิทธิ์ และเหล่าอำมาตย์ที่ทำให้เขาเข้าสู่อำนาจ พวกเขาเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในวันจันทร์ (15) นายอภิสิทธิ์ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องขณะอยู่ในค่ายทหาร เขาซุกตัวอยู่ในนั้นด้วยกลัวเรื่องความปลอดภัยของตนเอง

Read Full Post »

เหตุใดปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวสังคมจำนวนมากจึงหันไปมองละตินอเมริกาในปัจจุบัน?
หลังจากได้รับฉายานามอันน่าเศร้ามาหลายทศวรรษว่า “หลังบ้านของสหรัฐอเมริกา” ละตินอเมริกาในยามนี้ได้รับขนานฉายาใหม่อย่างน่าระทึกใจ ไม่ว่าจะเป็น “ความหวังใหม่” “ห้องทดลองขบวนการสังคมใหม่” หรือ “สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21″ ความปั่นป่วนทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคนี้ดำเนินมาอย่างยาวนาน และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความอลหม่านทั้งหมดนี้ การดำเนินการทางการเมืองแบบใหม่ได้เกิดขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ละตินอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจเพราะนี่เป็นภูมิภาคหนึ่งที่ยากจนที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นภูมิภาคที่เป็นห้องทดลองของมหาอำนาจเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการล่าอาณานิคม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แรงงานทาส การทำไร่เกษตรขนาดใหญ่ (plantation) จนกลายเป็นธุรกิจเกษตร (agribusiness) ในปัจจุบัน การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร ภัยสยองโดยรัฐ (state terrorism) ระบอบประชาธิปไตย การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก หรือที่เรียกกันว่า shock therapy ระบบเสรีนิยมใหม่และข้อตกลงเขตการค้าเสรี เกือบทั้งหมดนี้เริ่มทดลองในละตินอเมริกาอย่างเข้มข้นก่อนจะนำไปใช้ที่อื่น

ไม่น่าแปลกใจที่คำว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) เป็นคำที่แพร่หลายมากที่สุดในละตินอเมริกาจนแทบจะเป็นคำพูดในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะผลกระทบของลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นสิ่งที่ชาวละตินอเมริกาคุ้นเคย มากที่สุดนั่นเอง แต่ท่ามกลางความยากจนและการกดขี่ ชาวละตินอเมริการากหญ้ากลับสร้าง “การเมืองใหม่” เพื่อต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ วิธีการต่อสู้และแนวความคิดของพวกเขาแผ่อิทธิพลไปสู่ปัญญาชนและนักเคลื่อน ไหวชาวตะวันตก จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการสังคมใหม่” หรือ “ขบวนการความยุติธรรมโลก”

แต่ไหนแต่ไรมา แนวความคิดทางการเมืองและสังคมมักแผ่จากโลกที่หนึ่งสู่โลกที่สาม จากซีกโลกเหนือสู่ซีกโลกใต้ อาทิเช่น ลัทธิชาตินิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นต้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่การถ่ายทอดเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือ สายลมแห่งความคิดพัดจากแหล่งกำเนิดในซีกโลกใต้ไปสู่ซีกโลกเหนือ จากโลกที่สามไปสู่โลกที่หนึ่ง นี่จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ถึงรากถึงโคนที่สุดของขบวนการสังคมใหม่ในปัจจุบัน

Read Full Post »

ในกระแสทุนที่เชี่ยวกรากไหลบ่าโถมทำลายสิ่งกีดขวาง ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิต ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและชีวิตลึกๆ ในใจหลายคนยังมีความหวังเมื่อเห็นการต่อสู้ของกลุ่มคนต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ดีกว่า

- ซาปาติสตา ไม่ใช่แค่เพียงนักรบคลุมหน้าที่พูดจาคมคาย
- ขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (MST) (*) ไม่ใช่ขบวนการในฝันสร้างคนพันธุ์ใหม่ที่ไร้จุดหมาย
- การต่อสู้ของพวกเขาอาจเป็นแรงบันดาลใจ

แต่การต่อสู้ของพวกเขามีอะไรมากกว่านั้น มีทั้งองค์ประกอบ ปัจจัย ความสำเร็จ และความผิดพลาด พวกเขามีบทเรียน มีประสบการณ์ให้เรียนรู้

(*)Landless Workers Movement, or in Portuguese Movimento dos Trabalhadores Rurais Sem Terra (MST), is the largest social movement in Latin America with an estimated 1.5 million landless members organized in 23 out of Brazil’s 26 states. The MST states it carries out land reform in a country mired by unjust land distribution. In Brazil, 1.6% of the landowners control roughly half (46.8%) of the land on which crops could be grown. Just 3% of the population owns two-thirds of all arable lands.

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล มีโอกาสได้พูดคุยกับ ปีเตอร์ รอสเซ็ต นักวิจัยจากศูนย์เพื่อการศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชนบทเม็กซิโก (Center for the Study of Change in the Mexican Countryside – CECCAM is a non-profit organization, which supports the peasant movement in Mexico.) และศูนย์ศึกษาการเปลี่ยนแปลงและการจัดการที่ดินในละตินอเมริกา

ปีเตอร์ รอสเซ็ต นักกิจกรรมชาวอเมริกันที่เคยประกาศตัวว่า ขอเนรเทศตัวเองออกจากสหรัฐอเมริกาด้วยความเต็มใจ และไปอยู่เม็กซิโก เขาทำงานกับซาปาติสตา MST และอีกหลายขบวนการประชาชนทั่วละติน อเมริกา สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากความเคลื่อนไหวทางสังคมที่เข้มข้นเหล่านี้ คือความเข้มแข็งและความเป็นอิสระของขบวนการประชาชนต้องมาก่อนการยึดอำนาจทาง การเมือง เพราะถึงจุดนั้น ไม่ว่าคุณจะได้เข้าไปสู่ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองหรือไม่ คุณก็มีความสามารถเต็มที่ในการควบคุมมันได้แล้ว

Read Full Post »

กระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังดำเนินไปทั่วโลกในปัจจุบัน คือการเชื่อมต่อกันเข้าของระบบเศรษฐกิจสังคมนานาประเทศผ่านโครงข่ายตลาดการ ค้าและการลงทุนข้ามชาติ โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพลังหลัก ลดต้นทุนธุรกรรม การสื่อสารและการขนส่ง กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของสินค้า บริการ เงินทุน ผู้คน และทรัพยากรระหว่างประเทศในจำนวนมหาศาลต่อวัน การขยายการแข่งขันทางธุรกิจที่ข้ามกำแพงรัฐชาติ การแพร่หลายของการผลิตแบบห่วงโซ่ข้ามชาติ การไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลและวัฒนธรรมที่รวดเร็ว รวมทั้งการแพร่ขยายของระบอบประชาธิปไตยไปในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่ซึ่ง อดีตเคยเป็นระบอบเผด็จการในรูปแบบต่าง ๆ

โลกาภิวัตน์ในขั้นตอน ปัจจุบันมีรากฐานมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของยุโรปตะวันตกและสหรัฐ อเมริกาในช่วงทศวรรษ 2520-30 ก่อนหน้านั้น รัฐบาลประเทศเหล่านี้ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเคนส์เสียนที่รัฐเข้าแทรก แซงควบคุมระบบเศรษฐกิจทุนนิยม จำกัดการทำงานของกลไกตลาดด้วยกฎระเบียบและข้อห้ามมากมาย จัดตั้งรัฐวิสาหกิจผูกขาดในอุตสาหกรรมหลัก ส่งเสริมสหภาพแรงงาน และอัดฉีดงบประมาณของรัฐเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะล้นพ้นตัว เงินเฟ้อสูงเรื้อรัง วิกฤตการณ์ค่าเงินตกต่ำ และการว่างงานเชิงโครงสร้าง เป็นผลให้พรรคการเมืองที่เดินนโยบายลัทธิเคนส์เสียนพากันพ่ายแพ้เลือกตั้ง แทนที่ด้วยรัฐบาลฝ่ายเสรีนิยมที่ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางแปรรูป รัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (privatization) ลดการแทรกแซงควบคุมของรัฐ (deregulation) และเปิดเสรีการแข่งขันภายในประเทศและการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ (liberalization)

โลกาภิวัตน์กลายเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยว กรากเมื่อเกิดการล่มสลายของระบบสังคมนิยมทั่วโลกในช่วงปี 2532-34 ระบอบการเมืองแบบเผด็จการด้วยพรรคการเมืองพรรคเดียวที่รัฐเข้าแทรกแซง กิจกรรมทุกแง่มุมในชีวิตส่วนตนของประชาชนได้พังทลายลงพร้อมกับระบบเศรษฐกิจ สังคมนิยมที่รัฐเข้าวางแผนและควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกชนิดอย่างเบ็ด เสร็จ ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพและสูญเปล่า ความเป็นอยู่ของประชาชนเสื่อมทรุด อัตคัดขาดแคลน การล่มสลายของสังคมนิยมทำให้ประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลกซึ่งเคยอยู่นอกระบบ ตลาดได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ระบบตลาดของทุนนิยมในชั่วข้ามคืน กลายเป็นแหล่งแรงงาน ทรัพยากร ทุน และตลาดผู้บริโภคแห่งใหม่ให้กับการขยายตัวของทุนนิยมโลกในทศวรรษ 2530-50

ความ เสื่อมของนโยบายเศรษฐกิจเคนส์เสียนในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา กับการล่มสลายของระบบสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก เป็นข้อพิสูจน์ถึงความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลทั่วโลกในการแทรกแซง ควบคุมระบบเศรษฐกิจ ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อหรือมั่นใจใน “ภูมิปัญญาของรัฐบาล” อีกต่อไป

การมาถึงของโลกาภิวัตน์เป็นความ ท้าทายต่อรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่จะต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจของตนให้สอดรับและแสวงหาประโยชน์จากการแข่งขัน การไหลเวียนอย่างรวดเร็วของสินค้า เงินทุน ทรัพยากร มนุษย์ และข่าวสารข้อมูลในปริมาณมหาศาล เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจให้สามารถเผชิญกับการแข่งขันข้าม ชาติ และดำเนินมาตรการลดผลกระทบทางลบของโลกาภิวัตน์ โดยทั้งหมดเป็นการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดการแทรกแซงของรัฐ เสริมสร้างระบบตลาดและการแข่งขัน และการปฏิรูประบบสวัสดิการประกันสังคมให้กะทัดรัดและมีประสิทธิภาพ

Read Full Post »

นับจากปี ค.ศ.1912 ปีแล้วปีเล่าหลังจากนั้น ในบ้านเกิดของพวกเราและในพื้นที่ชนบท ในการปะชุมระดับจังหวัดและระดับชาติ บนขบวนรถไฟและบนรถโดยสาร ในโรงงานและในท้องนา ในเมืองและในหมู่บ้าน ตามชุมชนเมืองที่มีสภาพโกโรโกโส ตามโรงเรียนและคุกจองจำทั้งหมด ชนแอฟริกันทั้งหลายต่างมีการพูดคุยกันถึงการกระทำอันป่าเถื่อนและน่าอับอายของคนเหล่านั้นที่ปกครองประเทศของพวกเรา ปีแล้วปีเล่า พวกเราได้ส่งเสียงตะโกนและกร่นด่าถึงความยากจนข้นแค้น ค่าแรงต่ำ ความขาดแคลนที่ทำกินอย่างรุนแรง การตักตวงผลประโยชน์อันปราศจากสำนึกความเป็นมนุษย์ และนโยบายทั้งปวงของคนขาวที่ครอบงำพวกเรา แทนที่จะมีอิสรภาพมากขึ้น กลับกลายเป็นการกดขี่ที่ทวีความรุนแรงขึ้นโดยลำดับและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่า การสังเวยของพวกเราทั้งหมด จะจบลงด้วยการเป็นเพียงฝุ่นควันเท่านั้น

ทุกวันนี้ ผู้คนในประเทศเราทั้งหมดต่างรู้ดีว่า เรี่ยวแรงของพวกเราที่ทุ่มเทไป มิได้เปล่าประโยชน์ไปเสียทีเดียว สำหรับจิตวิญญาณและความคิดใหม่ๆ มันได้ยึดจับผู้คนของเราเอาไว้ ทุกวันนี้เรากำลังพูดด้วยภาษาของการกระทำ กล่าวคือ การตื่นขึ้นมาอย่างมีพลังอันแกล้วกล้า ท่ามกลางผู้หญิงและผู้ชายในประเทศเรา และในปี 1952 พวกเราได้ลุกขึ้นยืนตัวตรงในฐานะเป็นปีแห่งการเพิ่มพูนความสำนึกแห่งความเป็นชาติ

Read Full Post »

เรื่องที่เก่ากว่า

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.