<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>ดอกดิน</title>
	<atom:link href="http://dokdin.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://dokdin.wordpress.com</link>
	<description>กาลครั้งหนึ่ง...เมื่อสังคมไทยหาแอกไม่เจอ</description>
	<lastBuildDate>Thu, 28 Apr 2011 01:10:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='dokdin.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>ดอกดิน</title>
		<link>http://dokdin.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://dokdin.wordpress.com/osd.xml" title="ดอกดิน" />
	<atom:link rel='hub' href='http://dokdin.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>มือเปื้อนเลือดจนได้!</title>
		<link>http://dokdin.wordpress.com/2010/04/12/%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://dokdin.wordpress.com/2010/04/12/%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Apr 2010 03:09:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dokdin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[การปราบม็อบ]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อภิสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อแดง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dokdin.wordpress.com/?p=464</guid>
		<description><![CDATA[ลางบอกเหตุมาก่อนเลย

ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 10 เมษายน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบนำหมายจับแกนนำบุกเข้าไปกลางวงผู้ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่เวทีราชประสงค์ เกิดเหตุชุลมุนทำให้พระพุทธรูปสีแดงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพ นปช.

หล่น ลงมาแตก หักออกเป็น 2 ท่อน

ตามปรากฏการณ์ไม่ใช่ฤกษ์ดีแน่นอน

แล้ว ก็ดังคาด  "นาทีเลือดเดือด" บ่ายโมงกว่าๆ กองทัพเสื้อแดงที่เวทีสะพานผ่านฟ้าฯ เคลื่อนขบวนปิดล้อมกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน หลังแว่วข่าวทหารเตรียมเคลื่อนกำลังสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ยึดคืนพื้นที่เวทีสะพานผ่านฟ้าฯ

จุดเริ่มการปะทะ ทหารฉีดน้ำไล่กลุ่มผู้ชุมนุม ตามด้วยการยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง เพิ่มระดับการลุยแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในอารมณ์เตลิดเปิดเปิงไม่กลัวตาย วิ่งเข้าหาทหาร<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=464&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/04/76319.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-465" title="76319" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/04/76319.jpg?w=500&#038;h=300" alt="" width="500" height="300" /></a></p>
<p>ลางบอกเหตุมาก่อนเลย</p>
<p>ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 10 เมษายน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบนำหมายจับแกนนำบุกเข้าไปกลางวงผู้ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่เวทีราชประสงค์ เกิดเหตุชุลมุนทำให้พระพุทธรูปสีแดงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพ นปช. หล่นลงมาแตก หักออกเป็น 2 ท่อน ตามปรากฏการณ์ไม่ใช่ฤกษ์ดีแน่นอน</p>
<p>แล้วก็ดังคาด  &#8220;นาทีเลือดเดือด&#8221; บ่ายโมงกว่าๆ กองทัพเสื้อแดงที่เวทีสะพานผ่านฟ้าฯ เคลื่อนขบวนปิดล้อมกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน หลังแว่วข่าวทหารเตรียมเคลื่อนกำลังสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ยึดคืนพื้นที่เวทีสะพานผ่านฟ้าฯ</p>
<p>จุดเริ่มการปะทะ ทหารฉีดน้ำไล่กลุ่มผู้ชุมนุม ตามด้วยการยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง เพิ่มระดับการลุยแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในอารมณ์เตลิดเปิดเปิงไม่กลัวตาย วิ่งเข้าหาทหาร</p>
<p>สัญญาณมัจจุราชเตือนแล้ว</p>
<p>และความจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้ ในห้วงนาทีหัวเลี้ยวหัวต่อ จังหวะที่ทหารรุกคืบมาจ่อประจันหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว ในช่วงฟ้าใกล้มืดสลัว นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ขึ้นเวทีที่สะพานผ่านฟ้าฯ ปราศรัยดังๆ</p>
<p>เตือนไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ &#8220;บิ๊กป๊อก&#8221; พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้ยุติการปฏิบัติการ ไว้รอตอนรุ่งสางค่อยว่ากัน</p>
<p>เพราะหากมีการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีเป็นจำนวนมากในเวลามืดค่ำ โดยความสุ่มเสี่ยงจะไม่สามารถควบคุมความเสียหายที่เกิดขึ้นได้</p>
<p>กระตุก &#8220;อภิสิทธิ์&#8221; อยู่บนทางสองแพร่งที่ยังมีโอกาสเลือก ทางหนึ่งเดินไปสู่การยุบสภา แล้วกลับมาเป็นนายกฯใหม่ หรือถึงไม่ได้ ก็ยังอยู่ในวิสัยนักการเมืองที่ต้องกลับคูหาเลือกตั้งไปหาประชาชน กับอีกทางเลือกหนึ่งเดินหน้าปราบประชาชนคนเสื้อแดง แล้วเกิดความสูญเสียเลือดเนื้อ คนชื่อ &#8220;อภิสิทธิ์&#8221; ก็จะถูกประทับตราเป็นทรราชที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย</p>
<p>มือมวลชนคนเดือนตุลาฯ เตือนแล้ว แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับจากฝ่ายถืออำนาจ</p>
<p>หลัง จากนั้นไม่กี่อึดใจก็เริ่มยุทธการตะลุมบอน ก่อนที่สิ้นเสียงปืน เสียงระเบิด กลิ่นคาวเลือดคลุ้ง ไล่นับตัวเลขจนถึงเย็นวันที่ 11 เมษายน ผู้เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 800 คน</p>
<p>กงล้อประวัติศาสตร์ไม่สามารถหนี อาถรรพณ์การเมืองไทยต้องเซ่นด้วยเลือด</p>
<p>ไม่ว่าจะยังไง โดยความรับผิดชอบของผู้นำประเทศที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้</p>
<p>โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ตัดภาพ &#8220;อภิสิทธิ์&#8221; นั่งแถลงเพียงลำพังหลังเกิดเหตุปะทะนองเลือด โดยไม่มีขุนทหารนั่งขนาบข้างแต่อย่างใด ในบทแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตพอเป็นพิธี</p>
<p>แล้วก็วกเข้าสไตล์เก่า &#8220;เล่าความข้างเดียว&#8221;</p>
<p>ต้องยอมรับว่า ความสูญเสียส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่พกพาอาวุธ และมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารที่เน้นการยิงขึ้นฟ้า และตอบโต้ในจังหวะจวนตัว</p>
<p>แต่ไม่พูดถึงว่า การที่ทหารพกอาวุธสงคราม ปืนเอ็ม 16 พร้อมกระสุนจริงเข้าไปในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ตามหลักสากลมีที่ไหนในโลกเขาทำกัน</p>
<p>เพราะมันเท่ากับว่า ตั้งท่าเตรียมเล่นของหนักกับกลุ่มผู้ชุมนุมมาตั้งแต่ต้น โดยการบัญชาการของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน</p>
<p>และยังมีปมที่ฟันธงไม่ได้ กับระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงเข้าใส่กลุ่มทหาร โดยการแถลงของ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ที่นำ ด.ต.วิชิต สันติสิทธิมนต์ทอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.น.6 ที่ไปแทรกซึมป้องกันเหตุในกลุ่มผู้ชุมนุม มายืนยัน เห็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งสวมเสื้อและกางเกงสีดำ คลุมไอ้โม่งบังใบหน้าเห็นแต่เพียงลูกตา ถืออาวุธปืนเอ็ม 79 แนบลำตัว พร้อมยิงเข้าไปในจุดที่มีการปะทะกัน</p>
<p>จึงเข้าล็อกจับกุมตัว แต่เนื่องจากคนร้ายรูปร่างสูงใหญ่ ส่วนตนตัวเล็กกว่า พยายามจะกอดฟัดกับไอ้โม่ง และตะโกนให้ผู้ชุมนุมที่อยู่ใกล้เคียงช่วย แต่มีเสียงระเบิดและเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ คนร้ายจึงสลัดหลุดหลบหนีไป แต่ยึดอาวุธปืนไว้ได้</p>
<p>ตามรูปการณ์เข้าข่ายมือที่สามป่วนสถานการณ์ มันรวบรัดเกินไปที่จะโยนให้เป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมโดยปราศจาก อาวุธมาตลอด 20 กว่าวัน</p>
<p>เอาเป็นว่า โดยปรากฏการณ์หลังนาทีแห่งความสูญเสีย กับคำถามที่เกิดขึ้น</p>
<p>&#8220;บิ๊ก ตู่&#8221; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก ที่ข่าววงในระบุเป็นคนทุบโต๊ะ &#8220;ทุกอย่างต้องจบ&#8221; ก่อนนาทีทหารลุยสลายกลุ่มผู้ชุมนุม</p>
<p>จะฝ่าอาถรรพณ์ &#8220;ไม่มีรอง ผบ.ทบ.ขึ้นเป็นจ่าฝูงกองทัพบก&#8221; ได้หรือไม่</p>
<p>นายกฯอภิสิทธิ์ที่ &#8220;มือเปื้อนเลือด&#8221; ซะแล้ว จะจัดการกับอนาคตอย่างไร ท่ามกลางเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ใช่แค่ยุบสภา ลาออกจากนายกรัฐมนตรี</p>
<p>แต่ต้องออกจากประเทศไทยไปเลย</p>
<p><strong>ที่มา: <a href="http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/76319?buttonYes=Continue" target="_blank">ไทยรัฐออนไลน์</a></strong></p>
<br />Filed under: <a href='http://dokdin.wordpress.com/category/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7/'>ข่าว</a> Tagged: <a href='http://dokdin.wordpress.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9a/'>การปราบม็อบ</a>, <a href='http://dokdin.wordpress.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/'>การเมือง</a>, <a href='http://dokdin.wordpress.com/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c/'>อภิสิทธิ์</a>, <a href='http://dokdin.wordpress.com/tag/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87/'>เสื้อแดง</a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/dokdin.wordpress.com/464/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/dokdin.wordpress.com/464/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/dokdin.wordpress.com/464/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/dokdin.wordpress.com/464/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/dokdin.wordpress.com/464/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/dokdin.wordpress.com/464/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/dokdin.wordpress.com/464/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/dokdin.wordpress.com/464/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/dokdin.wordpress.com/464/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/dokdin.wordpress.com/464/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/dokdin.wordpress.com/464/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/dokdin.wordpress.com/464/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/dokdin.wordpress.com/464/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/dokdin.wordpress.com/464/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=464&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dokdin.wordpress.com/2010/04/12/%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45e75ccc09a99eccc51b3351bfba63ce?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">Dokdin</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/04/76319.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">76319</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>กลิ่นโคนสาบควาย</title>
		<link>http://dokdin.wordpress.com/2010/03/19/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://dokdin.wordpress.com/2010/03/19/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Mar 2010 12:49:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dokdin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทกวี]]></category>
		<category><![CDATA[เพลง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dokdin.wordpress.com/?p=451</guid>
		<description><![CDATA[คำร้อง/ทำนอง : ไพบูลย์ บุตรขัน (แต่งเมื่อ พ.ศ. 2496)
ศิลปิน : ชาญ เย็นแข 
 
อย่าดูหมิ่น ชาวนาเหมือนดั่งตาสี
เอาผืนนาเป็นที่ พำนักพักพิงร่างกาย
ชีวิตเอย ไม่เคยสบาย
ฝ่าเปลวแดดแผดร้อนแทบตาย ไล่ควายไถนาป่าดอน

เหงื่อรินหยด หลั่งลงรดแผ่นดินไทย
จนผิวพรรณเกรียมไหม้ แดดเผามิได้อุทธรณ์
เพิงพักกายมีควายเคียงนอน
สาบควายกลิ่นโคลนเคล้าโชยอ่อน ยามนอนหลับแล้วใฝ่ฝัน

กลิ่นโคลนสาบควายเคล้ากายหนุ่มสาวแห่งชาวบ้านนา
ไม่ลอยเลิศฟ้าเหมือนชาวสวรรค์
หอมกลิ่นน้ำปรุงฟุ้งอยู่ทุกวัน กลิ่นกระแจะจันทร์
หอมเอยผิวพรรณนั้นต่างชาวนา

* อย่าดูถูกชาวนาเห็นว่าอับเฉา
มือถือเคียวชันเข่า เกี่ยวข้าวเลี้ยงเราผ่านมา
ชีวิตคนนั้นมีราคา
ต่างกันแต่ชีวิตชาวนา บูชากลิ่นโคลนสาบควาย<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=451&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;"> </p>
<p><img class="size-full wp-image-452  aligncenter" title="ชาวนา" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/03/a188.jpg?w=500" alt="ชาวนา"   /></p>
<p style="text-align:center;"> &nbsp;</p>
<p style="text-align:center;"><strong>คำร้อง/ทำนอง : ไพบูลย์ บุตรขัน (แต่งเมื่อ พ.ศ. 2496)<br />
</strong><strong>ขับร้อง : ชาญ เย็นแข </strong></p>
<p style="text-align:center;">
<p style="text-align:center;">
<p style="text-align:center;">อย่าดูหมิ่นชาวนาเหมือนดั่งตาสี<br />
เอาผืนนาเป็นที่พำนักพักพิงร่างกาย<br />
ชีวิตเอยไม่เคยสบายฝ่าเปลวแดดแผดร้อนแทบตาย<br />
ไล่ควายไถนาป่าดอน</p>
<p style="text-align:center;">เหงื่อรินหยดหลั่งลงรดแผ่นดินไทย<br />
จนผิวดำเกรียมไหม้แดดเผามิได้อุทรณ์<br />
เพิงพักกายมีควายเคียงนอน<br />
สาบควายกลิ่นโคลนเคล้าโชยอ่อนยามนอนหลับแล้วใฝ่ฝัน</p>
<p style="text-align:center;">กลิ่นโคนสาบควายเคล้ากายหนุ่มสาวแห่งชาวบ้านนา<br />
ไม่ลอยเลิศฟ้าเหมือนชาวสวรรค์<br />
หอมกลิ่นน้ำปรุงฟุ้งอยู่ทุกวันกลิ่นกระแจะจันทน์<br />
หอมเอยผิวพรรณนั้นต่างชาวนา</p>
<p style="text-align:center;"> อย่าดูถูกชาวนาเห็นว่าอับเฉา<br />
มือถือเคียวชันเข่าเกี่ยวข้าวเลี้ยงเราผ่านมา<br />
ชีวิตคนนั้นมีราคาต่างกันแต่ชีวิตชาวนาบูชากลิ่นโคนสาบควาย</p>
<p style="text-align:center;">
<p style="text-align:center;"> &nbsp;</p>
<p style="text-align:center;"> <span style="text-align:center; display: block;"><a href="http://dokdin.wordpress.com/2010/03/19/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/"><img src="http://img.youtube.com/vi/4t7f6zpgseA/2.jpg" alt="" /></a></span></p>
<p></p>
<br />Filed under: <a href='http://dokdin.wordpress.com/category/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b5/'>บทกวี</a> Tagged: <a href='http://dokdin.wordpress.com/tag/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87/'>เพลง</a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/dokdin.wordpress.com/451/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/dokdin.wordpress.com/451/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/dokdin.wordpress.com/451/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/dokdin.wordpress.com/451/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/dokdin.wordpress.com/451/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/dokdin.wordpress.com/451/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/dokdin.wordpress.com/451/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/dokdin.wordpress.com/451/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/dokdin.wordpress.com/451/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/dokdin.wordpress.com/451/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/dokdin.wordpress.com/451/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/dokdin.wordpress.com/451/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/dokdin.wordpress.com/451/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/dokdin.wordpress.com/451/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=451&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dokdin.wordpress.com/2010/03/19/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45e75ccc09a99eccc51b3351bfba63ce?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">Dokdin</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/03/a188.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ชาวนา</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>The Economist: กระแสธารมวลชนสีแดง ผู้ประท้วงรัฐบาลไทยออกมาบนท้องถนนอีกครั้ง</title>
		<link>http://dokdin.wordpress.com/2010/03/17/the-economist-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%9c%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://dokdin.wordpress.com/2010/03/17/the-economist-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%9c%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2010 18:35:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dokdin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ขบวนการประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อแดง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dokdin.wordpress.com/?p=440</guid>
		<description><![CDATA[สี่ปีมาแล้วที่ตามท้องถนนในกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยการประท้วงหลายครั้ง แต่การประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมาก็เป็นการประท้วงที่น่าประทับใจมากในการแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้ ชุมนุมในเมืองไทย มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายหมื่นคนอยู่ภายใต้แสงแดดแผดเผา ขณะรับฟังการปราศรัยที่ด่าทอนายกฯ อภิสิทธิ์ และเหล่าอำมาตย์ที่ทำให้เขาเข้าสู่อำนาจ พวกเขาเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในวันจันทร์ (15) นายอภิสิทธิ์ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องขณะอยู่ในค่ายทหาร เขาซุกตัวอยู่ในนั้นด้วยกลัวเรื่องความปลอดภัยของตนเอง<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=440&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>
<p style="text-align:center;"><a href="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/03/201012nap086.jpg"></a><a href="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/03/201012nap0861.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-444" title="RedShirt" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/03/201012nap0861.jpg?w=500&#038;h=281" alt="Red Shirt" width="500" height="281" /></a></p>
<p style="text-align:center;">
<p style="text-align:center;">
<p>
สี่ปีมาแล้วที่ตามท้องถนนในกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยการประท้วงหลายครั้ง  แต่การประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มี.ค.  ที่ผ่านมาก็เป็นการประท้วงที่น่าประทับใจมากในการแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้ชุมนุมในเมืองไทย มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายหมื่นคนอยู่ภายใต้แสงแดดแผดเผา  ขณะรับฟังการปราศรัยที่ด่าทอนายกฯ อภิสิทธิ์  และเหล่าอำมาตย์ที่ทำให้เขาเข้าสู่อำนาจ  พวกเขาเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในวันจันทร์ (15)  นายอภิสิทธิ์ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องขณะอยู่ในค่ายทหาร  เขาซุกตัวอยู่ในนั้นด้วยกลัวเรื่องความปลอดภัยของตนเอง</p>
<p>ในที่ชุมนุมยังมีการต่อวิดิโอลิงค์ของทักษิณ ชินวัตร  ผู้ที่เคยได้รับการเลือกตั้ง 2 ครั้งซ้อน และในตอนนี้กลายเป็นอดีตนายกฯ  ผู้ต้องหนีออกจากประเทศ จากการรัฐประหารในปี 2549 ที่ทำให้ประเทศไทยโงนเงน  แต่เขาก็ไม่ได้หายไปอยู่เงียบ ๆ  การรัฐประหารนำทางให้ศาลสั่งตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ  ซึ่งทำให้กลุ่มเสื้อแดงต้องออกมาประท้วงอย่างที่เห็น  อย่างไรก็ตามกลุ่มเสื้อแดงมีการเตรียมการจัดตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ ภาคเหนือมาเป็นเดือน ๆ ก่อนที่ศาลจะตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ  ในคำปราศรัยของทักษิณเขาเรียกร้องไม่ให้กองทัพทำร้ายประชาชนและปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกขับออกจากดูไบเช่นที่เป็นข่าว</p>
<p>&#8216;สื่อป่วยๆ&#8217; ของไทย  และเจ้าหน้าที่บางคนมักจะเล่นเรื่องความเสี่ยงที่การชุมนุมจะทำให้เกิดความรุนแรง  เช่นเดียวกับการประท้วงเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาที่เกิดจลาจลและมีกลุ่มทหารออกมาสลายการชุมนุม  ทางด้านแกนนำกลุ่มเสื้อแดงบอกว่าพวกเขาได้รับบทเรียนแล้วและมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากความรุนแรง  การชุมนุมของเสื้อแดงแทบไม่มีสัญญาณอันตรายใด   กลุ่มผู้ชุมนุมพากันร้องเล่นเต้นรำบนท้องถนน, ถือธง, ป้ายจำพวก  &#8220;เผด็จการไปลงนรก&#8221; และตีนตบ ในเรื่องของจำนวนผู้ชุมนุมนั้น  ยังห่างไกลจากคำว่า &#8220;million-man march&#8221; หรือ &#8220;ขบวนล้านมวลชน&#8221;  อย่างที่ผู้จัดเคยอ้างไว้ แต่ก็ดูไม่มีใครใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่</p>
<p>แต่จิตวิญญาณแบบงานฉลองในที่ชุมนุมก็เริ่มมีท่าทีมอดลงในวันจันทร์ (15)  เมื่อเสื้อแดงพยายามเพิ่มการกดดันอภิสิทธิ์โดยการเคลื่อนขบวนไปทั่วกรุงเทพฯ  มีกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งพากันไปล้อมกรมทหารราบที่ 11 ที่นายกฯ  อภิสิทธิ์และพรรคพวกใช้เป็นฐาน  หลังจากที่มีการเย้ยระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านนายกฯ มาหลายครั้ง  ผู้ต่อต้านอภิสิทธิ์มองอภิสิทธิ์ในฐานะภาพแทนผู้ได้รับการโปรดจากนายทหาร ระดับสูงที่ไม่ยอมสูญเสียอำนาจในประเทศไทยไปง่ายๆ  ขณะที่อยู่ภายใต้กฏหมายความมั่นคงที่มาจากรัฐบาลเผด็จการทหาร  กองทัพก็สนุกกับการใช้กำลังกวาดล้างการประท้วง หากรู้สึกว่าเห็นควร</p>
<p>นายอภิสิทธิ์บอกว่าเขาจะไม่ลงจากตำแหน่งขณะเดียวกันก็ไม่มีแผนการปราบผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่าง &#8220;สงบและเรียบร้อย&#8221;  แต่ภาพการประท้วงก็ดูอันตรายขึ้นในวันจันทร์  เมื่อมีการจู่โจมด้วยระเบิดมือทีค่ายทหารอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  แม้ว่าจะยังไม่กระจ่างชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือ  แต่สำหรับอภิสิทธิ์ผู้ที่คำนวนสถานการณ์การชุมนุมในไทยเอาไว้แล้ว  รัฐบาลของเขาคงฉวยโอกาสปราบปรามผู้ชุมนุมได้มากขึ้นหากมีใครแสดงปฏิกิริยาเกินจริง นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมอภิสิทธิ์ถึงยกเลิกการเดินทางไปออสเตรเลีย  เพราะเขาต้องการคอยจับตาดูการประท้วงนั่นเอง</p>
<p>ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา กลุ่มเสื้อแดงเข้ามาในกรุงเทพฯ โดยรถกระบะ,  รถโดยสาร, รถยนต์ แล่นมาเต็มท้องถนนเมืองหลวง  ผ่านจุดตรวจของตำรวจที่เน้นตรวจตรารถราบ่อยกว่าปกติ  เมื่อขบวนเสื้อแดงมาถึงใจกลางเมือง  มีคนยืนบนสะพานลอยคอยส่งเสียงเชียร์ต้อนรับ กลุ่มเสื้อแดงจึงดูเหมือนกลุ่ม  &#8216;นักกอบกู้อิสรภาพ&#8217;  (liberator) มากกว่าเป็น &#8216;ผู้มารุกราน&#8217; (invader)  แต่มาจนถึงตอนนี้ผู้ประท้วงก็ไม่ได้ทำลายอะไร  มีแต่เพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ จำนวนเล็กน้อยเท่านั้น</p>
<p>ภาพที่เห็นทำให้เราทราบว่ามันดูตื้นเขินไปหน่อยหากจะลดทอนความขัดแย้งของการเมืองไทยเป็นแค่การแบ่งแยกกันของชนบทกับเมืองที่ทักษิณนำมาใช้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม  แต่ความขัดแย้งในปัจจุบันยังมีเรื่องของชนชั้น, ภูมิภาค  และที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรือย ๆ คือในเรื่องอุดมการณ์  มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะหาทางประนีประนอมเมื่อมีความขัดแย้งมากมายขนาดนี้  มีคนอีกจำนวนมากในกรุงเทพฯ ที่รู้สึกว่าทักษิณกระทำผิด  และคิดว่าพวกเขาเองก็ถูกกระทำจากทักษิณด้วย  พวกเขาเหล่านี้และผู้ประท้วงจะไปไกลกันถึงจุดไหน  เราจะได้เห็นชัดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้</p>
<p><strong>ที่มา: <a href="http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28292" target="_blank">ประชาไท</a></strong></p>
<p><a href="http://www.economist.com/opinion/displayStory.cfm?story_id=15706487&amp;source=features_box_main" target="_blank">Red tide : Protestors against the Thai  government take to the streets again</a>, The Economist, 15-03-2010<a title="Search Twitter" href="http://search.twitter.com/search?q=Red%20tide%20%3A%20Protestors%20against%20the%20Thai%20government%20take%20to%20the%20streets%20again%2C%20The%20Economist%2C%2015-03-2010" target="_blank"><img src="http://twitter.com/favicon.ico" alt="" /></a><a title="Search Google" href="http://www.google.com/search?q=Red%20tide%20%3A%20Protestors%20against%20the%20Thai%20government%20take%20to%20the%20streets%20again%2C%20The%20Economist%2C%2015-03-2010" target="_blank"><img src="http://www.google.com/favicon.ico" alt="" /></a><a title="Search Wikipedia" href="http://smarterfox.com/wikisearch/search?q=Red%20tide%20%3A%20Protestors%20against%20the%20Thai%20government%20take%20to%20the%20streets%20again%2C%20The%20Economist%2C%2015-03-2010&amp;locale=th" target="_blank"><img src="http://static.smarterfox.com/media/wiki-favicon-sharpened.png" alt="" /></a><a title="Search OneRiot" href="http://www.oneriot.com/search?p=smarterfox&amp;ssrc=smarterfox_popup_bubble&amp;spid=8493c8f1-0b5b-4116-99fd-f0bcb0a3b602&amp;q=Red%20tide%20%3A%20Protestors%20against%20the%20Thai%20government%20take%20to%20the%20streets%20again%2C%20The%20Economist%2C%2015-03-2010" target="_blank"><img src="http://static.smarterfox.com/media/popup_bubble/oneriot-favicon.ico" alt="" /></a></p>
<br />Filed under: <a href='http://dokdin.wordpress.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/'>บทความ</a> Tagged: <a href='http://dokdin.wordpress.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/'>การเมือง</a>, <a href='http://dokdin.wordpress.com/tag/%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99/'>ขบวนการประชาชน</a>, <a href='http://dokdin.wordpress.com/tag/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87/'>เสื้อแดง</a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/dokdin.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/dokdin.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/dokdin.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/dokdin.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/dokdin.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/dokdin.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/dokdin.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/dokdin.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/dokdin.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/dokdin.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/dokdin.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/dokdin.wordpress.com/440/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/dokdin.wordpress.com/440/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/dokdin.wordpress.com/440/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=440&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dokdin.wordpress.com/2010/03/17/the-economist-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%9c%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45e75ccc09a99eccc51b3351bfba63ce?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">Dokdin</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2010/03/201012nap0861.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">RedShirt</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://twitter.com/favicon.ico" medium="image" />

		<media:content url="http://www.google.com/favicon.ico" medium="image" />

		<media:content url="http://static.smarterfox.com/media/wiki-favicon-sharpened.png" medium="image" />

		<media:content url="http://static.smarterfox.com/media/popup_bubble/oneriot-favicon.ico" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>รัฐศาสตร์หลังสมัยใหม่: การเมืองที่ใหม่กว่าในละตินอเมริกา</title>
		<link>http://dokdin.wordpress.com/2009/09/29/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://dokdin.wordpress.com/2009/09/29/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Sep 2009 10:59:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dokdin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ขบวนการประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวพื้นเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ละตินอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานนอกระบบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dokdin.wordpress.com/?p=427</guid>
		<description><![CDATA[เหตุใดปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวสังคมจำนวนมากจึงหันไปมองละตินอเมริกาในปัจจุบัน?
หลังจากได้รับฉายานามอันน่าเศร้ามาหลายทศวรรษว่า "หลังบ้านของสหรัฐอเมริกา" ละตินอเมริกาในยามนี้ได้รับขนานฉายาใหม่อย่างน่าระทึกใจ ไม่ว่าจะเป็น "ความหวังใหม่" "ห้องทดลองขบวนการสังคมใหม่" หรือ "สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21" ความปั่นป่วนทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคนี้ดำเนินมาอย่างยาวนาน และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความอลหม่านทั้งหมดนี้ การดำเนินการทางการเมืองแบบใหม่ได้เกิดขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ละตินอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจเพราะนี่เป็นภูมิภาคหนึ่งที่ยากจนที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นภูมิภาคที่เป็นห้องทดลองของมหาอำนาจเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการล่าอาณานิคม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แรงงานทาส การทำไร่เกษตรขนาดใหญ่ (plantation) จนกลายเป็นธุรกิจเกษตร (agribusiness) ในปัจจุบัน การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร ภัยสยองโดยรัฐ (state terrorism) ระบอบประชาธิปไตย การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก หรือที่เรียกกันว่า shock therapy ระบบเสรีนิยมใหม่และข้อตกลงเขตการค้าเสรี เกือบทั้งหมดนี้เริ่มทดลองในละตินอเมริกาอย่างเข้มข้นก่อนจะนำไปใช้ที่อื่น

ไม่น่าแปลกใจที่คำว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) เป็นคำที่แพร่หลายมากที่สุดในละตินอเมริกาจนแทบจะเป็นคำพูดในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะผลกระทบของลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นสิ่งที่ชาวละตินอเมริกาคุ้นเคย มากที่สุดนั่นเอง แต่ท่ามกลางความยากจนและการกดขี่ ชาวละตินอเมริการากหญ้ากลับสร้าง "การเมืองใหม่" เพื่อต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ วิธีการต่อสู้และแนวความคิดของพวกเขาแผ่อิทธิพลไปสู่ปัญญาชนและนักเคลื่อน ไหวชาวตะวันตก จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ขบวนการสังคมใหม่" หรือ "ขบวนการความยุติธรรมโลก"

แต่ไหนแต่ไรมา แนวความคิดทางการเมืองและสังคมมักแผ่จากโลกที่หนึ่งสู่โลกที่สาม จากซีกโลกเหนือสู่ซีกโลกใต้ อาทิเช่น ลัทธิชาตินิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นต้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่การถ่ายทอดเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือ สายลมแห่งความคิดพัดจากแหล่งกำเนิดในซีกโลกใต้ไปสู่ซีกโลกเหนือ จากโลกที่สามไปสู่โลกที่หนึ่ง นี่จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ถึงรากถึงโคนที่สุดของขบวนการสังคมใหม่ในปัจจุบัน<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=427&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align:center;"></h3>
<p style="text-align:center;"><img class="alignnone size-full wp-image-434" title="00000bbb998205" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb9982051.jpg?w=500" alt="00000bbb998205"  /></p>
<h3 style="text-align:center;"></h3>
<h3><strong><span style="color:#808000;">โลกเปลี่ยน: การเมืองภายใต้อุ้งมือของประชาชนชายขอบ</span></strong></h3>
<h2><span style="color:#008000;">รัฐศาสตร์หลังสมัยใหม่: การเมืองที่ใหม่กว่าในละตินอเมริกา</span></h2>
<p><span style="color:#ff0000;">ภัควดี วีระภาสพงษ์ : เขียน<br />
นักวิชาการและนักแปลอิสระ สนใจประเด็นการเมืองในละตินอเมริกา<br />
<a href="http://midnightuniv.org/midnighttext/0009999803.html" target="_blank">บทความวิชาการนี้ สามารถ download ได้ในรูป word</a></span></p>
<h3><span style="color:#008000;"><strong>สายลมจากซีกโลกใต้</strong></span></h3>
<p><span style="color:#ff0000;">เหตุใดปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวสังคมจำนวนมากจึงหันไปมองละตินอเมริกาในปัจจุบัน?</span><br />
หลังจากได้รับฉายานามอันน่าเศร้ามาหลายทศวรรษว่า &#8220;หลังบ้านของสหรัฐอเมริกา&#8221; ละตินอเมริกาในยามนี้ได้รับขนานฉายาใหม่อย่างน่าระทึกใจ ไม่ว่าจะเป็น &#8220;ความหวังใหม่&#8221; &#8220;ห้องทดลองขบวนการสังคมใหม่&#8221; หรือ &#8220;สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21&#8243; ความปั่นป่วนทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคนี้ดำเนินมาอย่างยาวนาน และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความอลหม่านทั้งหมดนี้ การดำเนินการทางการเมืองแบบใหม่ได้เกิดขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก</p>
<p>คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ละตินอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจเพราะนี่เป็นภูมิภาคหนึ่งที่ยากจนที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นภูมิภาคที่เป็นห้องทดลองของมหาอำนาจเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการล่าอาณานิคม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แรงงานทาส การทำไร่เกษตรขนาดใหญ่ (plantation) จนกลายเป็นธุรกิจเกษตร (agribusiness) ในปัจจุบัน การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร ภัยสยองโดยรัฐ (state terrorism) ระบอบประชาธิปไตย การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก หรือที่เรียกกันว่า shock therapy ระบบเสรีนิยมใหม่และข้อตกลงเขตการค้าเสรี เกือบทั้งหมดนี้เริ่มทดลองในละตินอเมริกาอย่างเข้มข้นก่อนจะนำไปใช้ที่อื่น</p>
<p>ไม่น่าแปลกใจที่คำว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) เป็นคำที่แพร่หลายมากที่สุดในละตินอเมริกาจนแทบจะเป็นคำพูดในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะผลกระทบของลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นสิ่งที่ชาวละตินอเมริกาคุ้นเคยมากที่สุดนั่นเอง แต่ท่ามกลางความยากจนและการกดขี่ ชาวละตินอเมริการากหญ้ากลับสร้าง &#8220;การเมืองใหม่&#8221; เพื่อต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ วิธีการต่อสู้และแนวความคิดของพวกเขาแผ่อิทธิพลไปสู่ปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวชาวตะวันตก จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า &#8220;ขบวนการสังคมใหม่&#8221; หรือ &#8220;ขบวนการความยุติธรรมโลก&#8221;</p>
<p>แต่ไหนแต่ไรมา แนวความคิดทางการเมืองและสังคมมักแผ่จากโลกที่หนึ่งสู่โลกที่สาม จากซีกโลกเหนือสู่ซีกโลกใต้ อาทิเช่น ลัทธิชาตินิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นต้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่การถ่ายทอดเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือ สายลมแห่งความคิดพัดจากแหล่งกำเนิดในซีกโลกใต้ไปสู่ซีกโลกเหนือ จากโลกที่สามไปสู่โลกที่หนึ่ง นี่จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ถึงรากถึงโคนที่สุดของขบวนการสังคมใหม่ในปัจจุบัน</p>
<h3><span style="color:#008000;">ภูมิหลังโดยสังเขป</span></h3>
<p>เมื่อครั้งที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเดินทางไปถึงดินแดนที่จะกลายเป็นภูมิภาคละตินอเมริกาในปัจจุบัน เขาบรรยายถึงชาวพื้นเมืองชนชาติอาราวักที่พบเจอว่า &#8220;พวกเขาเป็นคนดีที่สุดในโลกและอ่อนโยนที่สุดด้วย พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือความชั่ว จึงไม่รู้จักการฆ่า ไม่รู้จักการขโมย….พวกเขารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเองและพูดจาไพเราะที่สุด ในโลก…&#8221; ด้วยเหตุนี้ โคลัมบัสจึงสรุปว่า &#8220;คนเหล่านี้น่าจะเป็นข้าทาสที่ดี แค่เรามีคนสักห้าสิบคน ก็คงสามารถกำราบพวกเขา และสั่งให้พวกเขาทำทุกอย่างตามที่เราต้องการได้&#8221; (1)<br />
<span style="color:#808000;"><br />
(1) Howard Zinn, &#8220;Columbus and Western Civilization,&#8221; <a href="http://www.geocities.com/howardzinnfans/CDay.html." target="_blank">http://www.geocities.com/howardzinnfans/CDay.html.</a></span></p>
<p>หลังจากโคลัมบัส &#8220;ค้นพบ&#8221; ทวีปอเมริกาเพียงหนึ่งปี มหาอำนาจในยุโรปยุคนั้นคือ สเปนและโปรตุเกสก็จัดการขีดเส้นแบ่งโลกออกเป็นสองซีก สเปนได้ดินแดนซีกตะวันตกไปทั้งหมด ส่วนโปรตุเกสครอบครองโลกซีกตะวันออก (เนื่องจากบราซิลอยู่ใต้อำนาจของโปรตุเกส ชาวบราซิลจึงพูดภาษาโปรตุเกส ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาพูดภาษาสเปน) หลังจากนั้น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเป็นระบบก็เริ่มต้นขึ้น</p>
<p>เหล่าคอนควิสตาดอร์เรียงหน้าเข้าไปทำลายอารยธรรมโบราณ เอร์นัน คอร์เตสทำลายอาณาจักรแอซเทค ฟรานซิสโก ปิซาร์โรทำลายอาณาจักรอินคา แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือความตายของประชาชนจำนวนมากมายมหาศาล ตะวันตกมักสร้างภาพมายาว่าทวีปอเมริกาคือ ดินแดนรกร้างที่มีชาวพื้นเมืองล้าหลังอาศัยอยู่เพียงน้อยนิด แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ในสมัยที่ชาวสเปนเดินทางไปถึงทวีปอเมริกานั้น น่าจะมีชาวพื้นเมืองอยู่ประมาณ 90-112 ล้านคน (เฉพาะในดินแดนแถบเม็กซิโกก็มีถึง 25 ล้านคน เทียบกับสเปนและโปรตุเกสสมัยนั้นที่มีประชากรราว 10 ล้านคนเท่านั้น)</p>
<p>คอนควิสตาดอร์ปราบชาวพื้นเมืองลงได้ด้วยปืนและม้า แต่อาวุธสำคัญที่คร่าชีวิตประชาชนไปจำนวนนับไม่ถ้วนคือ เชื้อโรค (2) ชาวพื้นเมืองไม่มีภูมิต้านทานเชื้อโรคของชาวยุโรป โรคต่าง ๆ อย่างไข้ทรพิษ คอตีบ ไข้รากสาดใหญ่ ไข้รากสาดน้อย ฯลฯ ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นเบือ นักประวัติศาสตร์ประเมินจำนวนคนตายต่างกันไป ตั้งแต่ 20% จนถึง 85-95% ของประชากรทั้งหมด ชาวพื้นเมืองจำนวนน้อยที่เหลืออยู่จึงตกเป็นทาสและแรงงานในไร่นา แต่สิ่งที่โคลัมบัสคาดผิดก็คือ ชาวพื้นเมืองที่นี่ไม่ใช่ข้าทาสที่ดี จึงมีการนำทาสผิวดำมาจากอัฟริกาจำนวนมาก การผสมผสานข้ามชาติพันธุ์จึงเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนในละตินอเมริกามีทั้งสายเลือดชาวพื้นเมือง ชาวอัฟริกันและชาวยุโรป (3)</p>
<p><span style="color:#808000;">(2) จาเรด ไดมอนด์, ปืน เชื้อโรคและเหล็กกล้ากับชะตากรรมของสังคมมนุษย์, (อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ แปล) (สำนักพิมพ์คบไฟ, 2547), หน้า 79-98.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">(3) การผสมผสานของคนเชื้อชาติต่าง ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ มีส่วนประกอบของประชากรดังนี้คือ โบลิเวียและเปรู มีชาวพื้นเมืองมาก เอกวาดอร์ กัวเตมาลา เม็กซิโก ชาวพื้นเมืองเป็นชนส่วนน้อยกลุ่มใหญ่ คนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวและเมสติโซ (ผู้ที่มีสายเลือดผสมชาวยุโรปกับคนพื้นเมือง), ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา เอลซัลวาดอร์ ฮอนดูรัส นิการากัว ปานามา ปารากวัย เวเนซุเอลา คนส่วนใหญ่เป็นเมสติโซ, แถบแคริบเบียนและบราซิล ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำและมูลัตโต (ผู้ที่มีสายเลือดผสมชาวยุโรปกับชาวอัฟริกัน), อาร์เจนตินา อุรุกวัย บราซิลใต้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว</span></p>
<h3><span style="color:#008000;">ทูปัก อามารู ต่อสู้กับมหาอำนาจอาณานิคม</span></h3>
<p>แต่ใช่ว่าชาวพื้นเมืองไม่เคยลุกขึ้นต่อสู้กับมหาอำนาจอาณานิคม ชาวพื้นเมืองที่ลุกขึ้นสู้มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ชื่อซึ่งเป็นที่จดจำกันมากคือ ทูปัก อามาร ทูปัก อามารูคนแรกคือกษัตริย์คนสุดท้ายของอาณาจักรอินคา พระองค์เป็นผู้นำในการต่อสู้สงครามครั้งสุดท้ายกับทหารสเปน แต่ไม่สามารถต้านทานปืนใหญ่ของชาวยุโรปได้ ทูปัก อามารูถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ โดยเหตุที่ไม่ยอมเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ตามที่ชาวสเปนพยายามบังคับ (4)</p>
<p><span style="color:#808000;">(4)<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/T%C3%BApac_Amaru" target="_blank"> http://en.wikipedia.org/wiki/T%C3%BApac_Amaru</a></span></p>
<p>ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 18 ทูปัก อามารูที่สองเป็นเหลนของทูปัก อามารู แม้ว่าเขาได้รับการศึกษาแบบยุโรปและได้สืบทอดตำแหน่งผู้ปกครองชาวพื้นเมือง ภายใต้อาณานิคมสเปน แต่ความเห็นอกเห็นใจต่อชาวพื้นเมืองที่ถูกกดขี่อย่างทารุณ ทำให้เขาสลัดเสื้อผ้าแบบยุโรป หันมาแต่งกายแบบชาวพื้นเมืองและเป็นผู้นำกบฏครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองศตวรรษ ทูปัก อามารูที่สองถูกประหารชีวิตด้วยการใช้ม้าแยกสังขาร แต่ก็ยังฆ่าเขาไม่สำเร็จ ชาวสเปนจึงใช้วิธีชำแหละเขาเป็นชิ้น ๆ ในจัตุรัสกลางเมืองกุสโก สถานที่เดียวกับที่ปู่ทวดของเขาถูกตัดศีรษะ ชื่อของทูปัก อามารูกลายเป็นชื่อของ &#8220;ขบวนการปฏิวัติทูปักอามารู&#8221; ซึ่งเป็นกองทัพจรยุทธ์คอมมิวนิสต์ในประเทศเปรูในปัจจุบัน อีกทั้งยังกลายเป็นชื่อของ Tupamaros หรือขบวนการเอกราชแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่มีบทบาทในช่วง ค.ศ. 1960-1970 ในประเทศอุรุกวัย (5)</p>
<p><span style="color:#808000;">(5) <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/T%C3%BApac_Amaru_II">http://en.wikipedia.org/wiki/T%C3%BApac_Amaru_II</a></span></p>
<p>หลังการก่อกบฏของทูปัก อามารูที่สองเพียงปีเดียว ทูปักอีกคนหนึ่งก็ก่อกบฏขึ้นในประเทศโบลิเวีย เขาใช้ชื่อว่าทูปัก คาตารี (Tupak Katari) และเป็นผู้นำกบฏบุกล้อมนครหลวงลาปาซเอาไว้ ทูปัก คาตารีมีชื่อจริงว่า ฆูเลียน อาปาซา (Julian Apaza) เขาเป็นสามัญชน ขายใบโคคาและทอผ้าเลี้ยงชีพ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากคนสองคน</p>
<p style="padding-left:30px;">- คนแรกคือโทมัส คาตารี ผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์กษัตริย์อินคาและพยายามต่อสู้เพื่อล้มเลิกการกดขี่ของอาณานิคมสเปน</p>
<p style="padding-left:30px;">- คนที่สองคือทูปัก อามารูที่สอง ซึ่งมีคำขวัญในการสู้รบว่า &#8220;ชาวนาทั้งหลาย! ท่านจะไม่ต้องเลี้ยงดูเจ้านายด้วยความยากจนอีกต่อไป!&#8221;</p>
<p>ทูปัก คาตารีลงเอยด้วยการถูกประหารหั่นร่างเป็นชิ้น ๆ แต่ก่อนตายเขาให้สัญญาว่า &#8220;ข้าจะกลับมา และข้าจะกลับมาเป็นล้าน ๆ คน&#8221; (6)</p>
<p><span style="color:#808000;">(6) Benjamin Dangl, The Price of Fire (Edinburgh: AK Press, 2007), p. 17-19.</span></p>
<p>หลังจากการก่อกบฏของทูปัก คาตารีอีกหนึ่งปี นายทหารชื่อ ซีโมน โบลิวาร์ (Sim&amp;oacute;n Bolivar) ก็พยายามปลดแอกละตินอเมริกาจากประเทศสเปน เขาสามารถก่อตั้งสาธารณรัฐแห่งโคลอมเบีย (ปัจจุบันคือเอกวาดอร์, โคลอมเบีย, ปานามา และเวเนซุเอลา) ขึ้นมาในช่วงเวลาสั้น ๆ และทิ้งความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่เอาไว้ นั่นคือการรวบรวมดินแดนในละตินอเมริกาเพื่อก่อตั้งเป็น &#8220;The Gran Colombia&#8221; ที่กินอาณาเขตไปถึงเปรูกับโบลิเวีย อุดมการณ์ของโบลิวาร์เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ &#8220;การปฏิวัติโบลิวาร์&#8221; ในประเทศเวเนซุเอลาขณะนี้</p>
<p>ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาปลดแอกและเป็นเอกราชจากยุโรปได้สำเร็จในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา ภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็กลายเป็น &#8220;หลังบ้าน&#8221; และสนามทดลองของสหรัฐฯ บรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ เข้าไปมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ กระทั่งมีอิทธิพลต่อระบอบการปกครองของหลาย ๆ ประเทศ</p>
<h3><span style="color:#008000;">ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย กับอิทธิพลในละตินอเมริกา</span></h3>
<p>สภาพยากจนของประชากรส่วนใหญ่ทำให้ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา มีกองกำลังจรยุทธ์และกองทัพปฏิวัติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปเป็นสังคมนิยมจำนวนนับไม่ถ้วน ขบวนการที่โด่งดังและยังอยู่มาจนถึงปัจจุบันมีอาทิ ขบวนการ Shining Path ในประเทศเปรู ขบวนการ FARC ในประเทศโคลอมเบีย เป็นต้น แนวคิดของลัทธิมาร์กซ์และสังคมนิยมยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงในละตินอเมริกาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>แนวคิดอีกประการหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในการทำความเข้าใจการต่อสู้ของประชาชนใน ภูมิภาคนี้ก็คือ สำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย (7) ซึ่งเป็นสำนึกหนึ่งในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แนวคิดของสำนักนี้นำเอาลัทธิมาร์กซ์มาผสมผสานกับคำสอนของศาสนาคริสต์ พระและบาทหลวงของสำนักนี้เดินทางไปในหลาย ๆ พื้นที่ที่ยากจน และทำงานจัดตั้งประชาชนชาวพื้นเมืองให้รวมตัวกันเป็นชุมชนรากหญ้า ซึ่งนอกจากจะอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลแล้ว ก็ยังมีการร่วมกันทำความเข้าใจต่อสภาพสังคมเศรษฐกิจโดยใช้ลัทธิมาร์กซ์เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ด้วย ต่อมาในภายหลัง ฐานจัดตั้งของสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อยได้กลายเป็นฐานจัดตั้งของ 3 ขบวนการสำคัญในละตินอเมริกา กล่าวคือ</p>
<p style="padding-left:30px;">- ขบวนการซานดินิสตาในนิการากัว</p>
<p style="padding-left:30px;">- ขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก และ</p>
<p style="padding-left:30px;">- ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินหรือ MST ในบราซิล</p>
<p><span style="color:#808000;">(7) ผู้เขียนได้เขียนถึง &#8220;เทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย&#8221; ในคอลัมน์ &#8220;คำขบวน&#8221; ซึ่งจะตีพิมพ์ในนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน</span></p>
<p><span style="color:#808000;"><br />
</span></p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-433 aligncenter" title="00000bbb998204" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb9982041.jpg?w=500" alt="00000bbb998204"  /></p>
<p><span style="color:#808000;"><br />
</span></p>
<h3><span style="color:#008000;">แอปเปิลเน่าลูกเดียวในตะกร้า และทฤษฎีโดมิโน</span></h3>
<p>การที่แนวคิดแบบ &#8220;ฝ่ายซ้าย&#8221; แพร่หลายในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทำให้ชนชั้นนำและรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สบายใจ ความเชื่อเกี่ยวกับ &#8220;แอปเปิลเน่าลูกเดียวในตะกร้า&#8221; และ &#8220;ทฤษฎีโดมิโน&#8221; ทำให้สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองและการทหารในภูมิภาค เริ่มต้นจากการโค่นล้มรัฐบาลอัลเยนเดในชิลี เมื่อ ค.ศ. 1973 สนับสนุนให้รัฐบาลเผด็จการของปิโนเชต์ขึ้นครองอำนาจ พร้อมกับส่งนักเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโกเข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ชิลีคือสนามทดลองแห่งแรกของลัทธิทุนนิยมเสรี ส่วนในประเทศอื่น ๆ นั้น รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารและภัยสยองโดยรัฐ (การก่อการร้ายโดยรัฐ) (8) เพื่อปราบปรามประชาชนไม่ให้หันเข้าหาลัทธิคอมมิวนิสต์ พร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ ไปด้วย</p>
<p><span style="color:#808000;">(8) ภัยสยองโดยรัฐที่เกิดขึ้นในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ โปรดดู นอม ชอมสกี, อเมริกาอเมริกาอเมริกา: วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล) (สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2544), หน้า 31-65.</span></p>
<p>แต่เมื่อขั้นตอนของระบบทุนนิยมก้าวไปสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่ &#8220;ความยืดหยุ่นในการสะสมทุน&#8221; และ &#8220;การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง&#8221; (accumulation by dispossession) กลุ่มทุนจึงต้องการให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอนและเหมือน ๆ กันทั้งหมด ซึ่งสิ่งนี้จะบรรลุผลได้ก็ต้องอาศัยระบอบการปกครองที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เราได้เห็นหลาย ๆ ประเทศเปลี่ยนจากการปกครองระบอบเผด็จการมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทั้งในภูมิภาคละตินอเมริกาและในส่วนอื่น ๆ ของโลก</p>
<p>จากการเป็นอาณานิคมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทำให้ละตินอเมริกามีระบบเศรษฐกิจที่ผูกพันแนบแน่นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อเมริกากลางและอเมริกาใต้คือแหล่งแรงงานค่าแรงถูก เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตชิ้นส่วน เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก ธุรกิจเกษตรข้ามชาติ และส่งออกแรงงานราคาถูกให้แก่อเมริกาเหนือ ถึงแม้คนจนจำนวนมากจะต้องเข้าไปขายแรงงานในเมือง จนทำให้เกิดเมืองสลัมขนาดใหญ่รายล้อมรอบเมืองหลวงและเมืองใหญ่ ๆ กระนั้นก็ตาม ชาวพื้นเมืองที่ยากจนก็ยังมีอิสระจากระบบเศรษฐกิจโลกในระดับหนึ่ง ยังมีการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ แต่เมื่อระบบทุนนิยมขยายกลายเป็นลัทธิเสรีนิยมใหม่ การทุ่มตลาด การแย่งชิงทรัพยากร การแปรรูป ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวพื้นเมืองและคนยากจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<h3><span style="color:#008000;">ชาวพื้นเมืองและคนจน หัวหอกสำคัญการเมืองใหม่ในละตินอเมริกา</span></h3>
<p>&#8220;การเมืองใหม่&#8221; ในละตินอเมริกาก็คือการลุกขึ้นต่อต้านขัดขืนลัทธิเสรีนิยมใหม่ โดยมีชาวพื้นเมืองและคนจนเป็นหัวหอกสำคัญ</p>
<h3><span style="color:#008000;">ชาวพื้นเมืองและแรงงานนอกระบบ</span></h3>
<p><span style="color:#ff0000;">ชาวพื้นเมือง</span><br />
ตามแนวคิดของลัทธิมาร์กซ์ดั้งเดิม ชนชั้นที่เป็นประธานในการเปลี่ยนแปลงสังคมคือชนชั้นกรรมาชีพ ส่วนพวกชาวนาและชาวพื้นเมืองเป็นเพียงกลุ่มคนที่ล้าหลัง แต่เมื่อการเคลื่อนไหวของลัทธิคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมเสื่อมสลายลงในยุโรป การพังทลายของสหภาพโซเวียต การต่อสู้ด้วยกองทัพติดอาวุธในละตินอเมริกาก็ค่อย ๆ เสื่อมถอยตามไปด้วย มีหลายขบวนการที่หันมาตั้งพรรคการเมืองและลงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตัวแทนส่วนสหภาพแรงงานที่มีอยู่ก็มักมีลักษณะแบบขุนนางข้าราชการมากกว่าจะเป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานอย่างแท้จริง</p>
<p>การกดขี่ในละตินอเมริกาเป็นการกดขี่ที่ทับซ้อนทั้งด้านชนชั้นและเชื้อชาติ แต่ชาวพื้นเมืองที่ยากจนและล้าหลังในภูมิภาคนี้กลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็นประธานของการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างมีชีวิตชีวา ชาวพื้นเมืองได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจาก 3 ทิศทางด้วยกัน กล่าวคือ</p>
<p style="padding-left:30px;">- จากสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย</p>
<p style="padding-left:30px;">- จากนักเคลื่อนไหวแนวมาร์กซิสต์และเหมาอิสต์ และ</p>
<p style="padding-left:30px;">- จากวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองเอง</p>
<p><span style="color:#ff0000;">วิธีการจัดตั้งแบบมีการนำเป็นหมู่คณะ</span><br />
วัฒนธรรมการดำรงชีวิตร่วมกันของชาวพื้นเมืองจะมีมาแต่ดั้งเดิมสมัยอารยธรรมโบราณหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือวัฒนธรรมแบบชาวพื้นเมืองนี้เองที่ทำให้พวกเขาเอาชีวิตรอดภายใต้ระบอบอาณานิคมสเปนที่กดขี่ทารุณ ลักษณะการจัดตั้งของพวกเขามีรูปแบบแตกต่างออกไป แทนที่จะใช้ระบบการจัดตั้งแบบปิรามิด พวกเขากลับใช้การจัดตั้งแบบการนำเป็นหมู่คณะ มีการใช้ประชาธิปไตยทางตรงกันอย่างเข้มข้น และสร้างแนวทางใหม่ในการจัดตั้งจากเบื้องล่างขึ้นมา</p>
<p>ตัวอย่างในที่นี้คือ การจัดตั้งของขบวนการ &#8220;ซาปาติสตาในเม็กซิโก&#8221; (9) ถึงแม้ซาปาติสตาจะเป็นกองทัพจรยุทธ์ แต่กระบวนการตัดสินใจของซาปาติสตาแตกต่างจากกองทัพจรยุทธ์ทั่วไป เพราะซาปาติสตามีแกนนำคือ คณะกรรมการใต้ดินปฏิวัติของชาวพื้นเมือง ซึ่งประกอบด้วยคนตั้งแต่ 80-120 คน ไม่ได้มีผู้บังคับบัญชาคนเดียวที่ตัดสินใจได้ตามลำพัง ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการใต้ดินนี้ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ทุกเรื่อง หากเป็นเรื่องสำคัญขั้นคอขาดบาดตายที่จะมีผลกระทบต่อคนทั้งชุมชน ก็ต้องเปิดประชุมหารือกับคนในชุมชนทั้งหมด แล้วจึงลงคะแนนเสียง</p>
<p><span style="color:#808000;">(9) โปรดดู ภัควดี วีระภาสพงษ์, &#8220;ปกครองโดยเชื่อฟัง: ประชาธิปไตยชุมชนของซาปาติสต้า,&#8221; วิทยาลัยวันศุกร์, <a href="http://www.fridaycollege.org/index.php?file=mydocs&amp;obj=forum.view" target="_blank">http://www.fridaycollege.org/index.php?file=mydocs&amp;obj=forum.view</a>(cat_id=tr-global,id=34).</span></p>
<p>การตัดสินใจในชุมชนซาปาติสตาใช้วิธีลงคะแนนเสียงโดยตรง ผู้มีสิทธิออกเสียงคือชาวชุมชนทุกคนที่อายุเกิน 12 ปี ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากันหมด แม้ว่าการตัดสินใจไม่จำเป็นต้องมีคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ แต่คะแนนเสียงส่วนน้อยจะได้รับการพิจารณาและเทียบสัดส่วน หากยังไม่พอใจก็ประชุมกันต่อไป ถึงแม้วิธีการนี้อาจดูเหมือนชักช้า แต่เนื่องจากทุกคนที่ลงคะแนนเสียงเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเลือกอย่างถ่องแท้ พวกเขาจึงผูกมัดตัวเองกับการเลือกนั้นอย่างแนบแน่น</p>
<p>วิธีการปกครองของเขตปกครองอิสระซาปาติสตา ยังพยายามก้าวข้ามปัญหาของระบอบประชาธิปไตยตัวแทนด้วย ผู้ใหญ่ทุกคนในชุมชนจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่ตัวแทนชุมชน และหากได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งจากชุมชนให้ทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ชุมชนก็สามารถถอดถอนตัวแทนออกจากตำแหน่งได้ทุกเวลา เมื่อไรก็ตามที่ชุมชนเห็นว่า ตัวแทนคนนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามเจตจำนงที่ชุมชนมอบหมายให้อย่างแท้จริง</p>
<p>การลุกฮือขึ้นก่อกบฏของซาปาติสตาเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 ซึ่งเป็นวันแรกที่นาฟตามีผลบังคับใช้ ทำให้ซาปาติสตากลายเป็นสัญลักษณ์และแรงบันดาลใจของการต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่ วิธีการจัดตั้งแบบมีการนำเป็นหมู่คณะถูกนำไปใช้ในขบวนการอื่น ๆ โดยเฉพาะขบวนการสังคมใหม่ในตะวันตก</p>
<p><span style="color:#ff0000;">เอกวาดอร์ &#8211; โบลิเวีย: ประสบการณ์และการต่อสู้ของชนพื้นเมือง</span></p>
<p>ในประเทศเอกวาดอร์ องค์กรจัดตั้งของชาวพื้นเมืองที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากคือ สมาพันธ์ชนชาติพื้นเมืองแห่งเอกวาดอร์ (Confederation of Indigenous Nations of Ecuador-CONAIE) หรือที่เรียกด้วยอักษรย่อว่า CONAIE ซึ่งเป็นสมาพันธ์ที่เกิดจากการจับมือกันขององค์กรชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง ราว 10 องค์กรในเอกวาดอร์ สมาพันธ์ CONAIE เคยจับมือกับองค์กรชาวนา สหภาพแรงงาน ทหารชั้นผู้น้อย นักศึกษา และพระระดับรากหญ้าของคริสตจักร โค่นล้มรัฐบาลมาแล้วหลายรัฐบาล</p>
<p>แต่ในช่วง ค.ศ. 2002-2004 สมาพันธ์ CONAIE ต้องเสื่อมความนิยมลงอย่างมาก จากการไปสนับสนุนนักการเมือง จนมากอบกู้ความนิยมได้อีกครั้งในการขับไล่ประธานาธิบดีกูตีเยร์เรซ เมื่อต้นปี ค.ศ. 2005 โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเลิกให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้ง และหันมาสร้างขบวนการมวลชนขนาดใหญ่แทน (10)</p>
<p><span style="color:#808000;">(10) โปรดดู ภัควดี วีระภาสพงษ์, &#8220;เอกวาดอร์: อีกโดมิโนของการแข็งข้อที่หลังบ้านสหรัฐฯ,&#8221; วิทยาลัยวันศุกร์, <a href="http://www.fridaycollege.org/index.php?file=mydocs&amp;obj=forum.view" target="_blank">http://www.fridaycollege.org/index.php?file=mydocs&amp;obj=forum.view</a>(cat_id=tr-global,id=39)</span></p>
<p>ส่วนชัยชนะของเอโว โมราเลสในการเลือกตั้งจนก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีชาวพื้นเมืองคนแรกของโบลิเวีย มีที่มาจากฐานเสียงที่ค่อนข้างหลากหลายกว่า ถึงแม้ฐานเสียงสำคัญของเขาคือชาวไร่โคคา หรือ Cocaleros ก็ตาม แต่โบลิเวียมีประสบการณ์ของการจัดตั้งองค์กรมายาวนานในประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดมาจากการจัดตั้งสหภาพ และการต่อสู้ของคนงานเหมืองแร่เงินมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 16 ภายใต้การปกครองของสเปน เมื่อแร่เงินถูกขุดจนสิ้นซาก ชาวเหมืองจึงกระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ พร้อมกับนำเอาประสบการณ์การจัดตั้งติดตัวไปด้วย ชาวเหมืองจำนวนหนึ่งหันไปประกอบอาชีพปลูกโคคา และมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสหพันธ์ผู้ปลูกโคคาขึ้นมา (11)</p>
<p><span style="color:#808000;">(11) 11. Dangl, The Price of Fire, ch. 1 &amp; 2.</span></p>
<p>พรรคการเมือง Movimiento al Socialismo หรือ MAS ที่สนับสนุนเอโว โมราเลส ลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น เกิดมาจากสหพันธ์ผู้ปลูกใบโคคา 6 แห่งในรัฐชาปาเร ร่วมกันก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1998 ในช่วงแรก ๆ MAS เน้นการเลือกตั้งในท้องถิ่นและชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีหลายแห่ง จนกระทั่ง ค.ศ. 2002, MAS จึงสลัดหลุดจากความเป็นท้องถิ่นและการมีฐานเสียงเฉพาะภาคส่วน แล้วก้าวขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ. ถึงแม้ MAS จะไม่ถึงกับจัดตั้งแนวระนาบ แต่ก็มีการนำเป็นหมู่คณะ โมราเลสไม่ใช่ผู้นำเดี่ยวของพรรค เขาเป็นเพียงผู้นำคนหนึ่งและได้เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีจากมติของพรรคที่เลือกเขาขึ้นมา (12)</p>
<p><span style="color:#808000;">(12) Forrest Hylton and Sinclair Thomson, &#8220;The Chequered Rainbow,&#8221; New Left Review</span></p>
<p><span style="color:#ff0000;">สงครามน้ำ &#8211; สงครามก๊าซ &#8211; La Coordinadora</span></p>
<p>พรรค MAS มีความเข้มแข็งมากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการเข้าไปสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนเพื่อยกเลิกการ แปรรูปน้ำในเมืองโกชาบัมบา การต่อสู้ที่ต่อมาเรียกขานกันว่า &#8220;สงครามน้ำ&#8221; มีองค์กรประชาชนที่เป็นแกนกลางของการต่อสู้ครั้งนี้คือ &#8220;แนวร่วมเพื่อการปกป้องน้ำและชีวิต&#8221; (Coordiadora de Defense de Aguay la Vida หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า La Coordinadora) ซึ่งเป็นการจับมือกันขององค์กรรากหญ้าจำนวนมาก นับตั้งแต่สมัชชาละแวกบ้าน สหภาพแรงงาน กลุ่มสิ่งแวดล้อม นักเศรษฐศาสตร์ ทนายความ นักศึกษา ฯลฯ โดยมีโฆษกเป็นนักสหภาพแรงงานชื่อ ออสการ์ โอลิเวรา. ใน ค.ศ. 2003 La Coordinadora ขยายเป้าหมายไปสู่การเรียกร้องให้โอนกิจการก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกลับมาเป็น ของชาติ ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า &#8220;สงครามก๊าซ&#8221; (Gas War) โดยได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากพรรค MAS เช่นเคย</p>
<p>ถึงแม้โอลิเวราโด่งดังมากจากการต่อสู้ทั้งสองครั้ง จนได้รับรางวัลและเดินทางไปต่างประเทศ กระนั้นก็ตาม เขาก็เป็นเพียงโฆษกและผู้นำคนหนึ่งของ La Coordinadora หาใช่ผู้นำเดี่ยวไม่ La Coordinadora เป็นองค์กรที่ไม่มีผู้นำคนใดคนหนึ่งตายตัว มีการจัดตั้งในเชิงระนาบ ใช้กระบวนการประชาธิปไตยทางตรงและการแสวงหาฉันทามติ โครงสร้างที่เป็นลักษณะใยแมงมุมเช่นนี้ โอลิเวรากล่าวว่า มาจากภูมิปัญญาของชาวพื้นเมืองที่เป็นฐานสำคัญในชุมชนของเขา แนวคิดของการทำงานร่วมกันเพื่อความอยู่ดีกินดีของส่วนรวม เป็นแนวคิดที่โอลิเวราได้มาจากประสบการณ์ในการ &#8220;ฟัง&#8221; ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ เขากล่าวว่า ในหมู่ชนพื้นเมือง มีแม้กระทั่งความเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอดของชุมชน ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงจากระบบทุนนิยมที่เชื่อว่า ธรรมชาติมนุษย์คือการแข่งขัน</p>
<h3><span style="color:#008000;">แรงงานนอกระบบ</span></h3>
<p>การผลิตตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ที่กระบวนการผลิตถูกแบ่งซอยย่อยและกระจายไปตามประเทศต่าง ๆ ทำให้การก่อตั้งสหภาพแรงงานยากลำบากขึ้น วิธีการจ้างงานแบบเหมาช่วง ภาคการผลิตที่หดเล็กลงและภาคการเงินที่ขยายตัวอย่างมหาศาล สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดแรงงานนอกระบบและชนชั้นกึ่งกรรมาชีพขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในละตินอเมริกา มีแรงงานนอกระบบและแรงงานว่างงานจำนวนมหาศาล คนเหล่านี้อาศัยอยู่ตามสลัมในเมืองและรอบเมือง เนื่องจากปัญหาการไม่มีที่ดินทำกินมีมาช้านานแล้ว ทำให้แรงงานนอกระบบในภูมิภาคนี้แตกต่างจากแรงงานนอกระบบในประเทศไทย กล่าวคือ พวกเขาตัดขาดจากชนบทอย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางเลือกหรือทางถอยเหลือไว้ให้อีก</p>
<p>ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นอย่างรุนแรงทำให้สลัมขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเกือบทั้งหมด แรงงานนอกระบบในสลัมจึงจัดตั้งรวมตัวกันเป็นละแวกบ้าน (barrio หรือ neighbourhood) แต่ละละแวกบ้านจะร่วมมือกันจัดหาสาธารณูปโภคกันเองตามมีตามเกิด นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกันระหว่างละแวกบ้าน เวลาที่ต้องการระดมพลังเรียกร้องทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มละแวกบ้านในสลัม สามารถมีพลังถึงขั้นเป็นฐานเสียงของรัฐบาลได้ อาทิเช่น การก้าวขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีอูโก ชาเวซในเวเนซุเอลา ก็มีฐานเสียงส่วนใหญ่มาจากกลุ่มละแวกบ้านในสลัม เมื่อชนชั้นสูงในประเทศนี้พยายามทำรัฐประหารโค่นล้มชาเวซ ก็ได้อาศัยชาวชุมชนละแวกบ้านจำนวนมากออกมาแสดงพลังในท้องถนน จนชาเวซสามารถกลับขึ้นมาสู่อำนาจได้อีกครั้ง ดังนั้น การจัดตั้งของแรงงานนอกระบบจึงต้องเชื่อมโยงกับชุมชนละแวกบ้านอย่างแนบแน่น นี่เป็นลักษณะสำคัญของการจัดตั้งในละตินอเมริกา</p>
<p>เนื่องจากแรงงานนอกระบบไม่สามารถเรียกร้องต่อทุนแบบเดียวกับที่สหภาพแรงงานในระบบสามารถทำได้ แรงงานนอกระบบจึงต้องหันมาเรียกร้องต่อรัฐแทน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ขบวนการแรงงานไร้งานหรือปีเกเตโรส์ (piqueteros) ในประเทศอาร์เจนตินา (13)</p>
<p><span style="color:#808000;">(13) September-October 2005, (online edition).</span></p>
<h3><span style="color:#008000;">ขบวนการปีเกเตโรส์ในอาร์เจนตินา</span></h3>
<p>ขบวนการปีเกเตโรส์เป็นขบวนการของคนว่างงาน กึ่งว่างงาน และแรงงานนอกระบบหลายแสนคน จัดตั้งเป็นองค์กรแบบกระจายอำนาจในลักษณะของ &#8220;สหพันธ์&#8221; โดยมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันไป ขบวนการปีเกเตโรส์เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 แต่ขณะที่กลุ่มองค์กรเหล่านี้เติบโตขึ้น พวกเขากลับถูกฝ่ายซ้ายในประเทศนี้มองข้าม ทั้งนักการเมืองในพรรคประชานิยมและหัวขบวนนักปฏิวัติมาร์กซิสต์ทั้งหลาย ซึ่งปรกติมักกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเป็นผู้นำของกลุ่มคนยากจนเสียเหลือเกิน กลับละเลยการเติบโตขององค์กรแรงงานว่างงานเหล่านี้ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะในสายตาของมาร์กซิสต์ แรงงานเหล่านี้ไม่ใช่ประธานของการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ กลุ่มจัดตั้งปีเกเตโรส์จึงไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวิธีปฏิบัติงานแบบฝ่าย ซ้ายยุคเก่า ซึ่งมีรูปแบบการจัดตั้งแบบบังคับบัญชาเป็นลำดับขั้น ขบวนการปีเกเตโรส์ดำเนินงานด้วยวิถีประชาธิปไตยแบบรากหญ้าที่ทุกคนมีส่วนร่วม ทั้งในการปฏิบัติงานและการระดมมวลชน จุดเน้นในการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและความเท่าเทียมในการตัดสินใจภายใน องค์กรนี่เองที่ต่อมาเรียกกันว่า &#8220;การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ&#8221; หรือ &#8220;วิถีระนาบ&#8221; (horizontalidad) (14) พวกเขายังปฏิเสธ &#8220;ระบบหัวคะแนน&#8221; (clientelism) ที่พรรคการเมืองในอาร์เจนตินาชอบใช้เพื่อหาคะแนนเสียงจากองค์กรจัดตั้งที่ ได้รับความนิยม (ระบบที่ทำให้มีการขายคะแนนเสียงในชุมชนจัดตั้งแลกกับเงิน สิ่งของหรือการอุปถัมภ์อย่างใดอย่างหนึ่ง) นอกจากนี้ พวกเขายังใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ดำรง &#8220;ความเป็นเอกเทศ&#8221; (autonomy) โดยไม่ยอมขึ้นต่อนักการเมืองคนใดในอาร์เจนตินา การจัดตั้งแนวระนาบและความเป็นอิสระทางการเมืองถือเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการ ปีเกเตโรส์</p>
<p>วิธีการเรียกร้องต่อรัฐของปีเกเตโรส์ ใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า cortas de ruta นั่นคือ การปิดถนน เพื่อสร้างแรงกดดันให้ข้อเรียกร้องประสบผล เนื่องจากชุมชนแออัดที่พวกเขาอยู่อาศัยมักอยู่ตามชานเมือง มันจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีในการปิดสกัดการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือ โดยเข้าไปยึดและปิดถนนหลวงหรือสะพานสายหลัก วิธีการนี้คือการจี้เข้าไปที่จุดเปราะบางของระบบเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา นั่นคือ การขนส่งสินค้า ยุทธการปิดถนนทำให้ขบวนการสามารถผสมผสานข้อเรียกร้องเฉพาะหน้า (เช่น อาหาร) เข้ากับข้อเรียกร้องระยะยาวที่กดดันให้รัฐบาลหันมาเหลียวแลปัญหาการว่างงาน สองประการนี้ถือเป็นเหตุผลสำคัญในการกำหนดชัยชนะของขบวนการปีเกเตโรส์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ ค.ศ. 2003 ขบวนการสามารถกดดันให้รัฐบาลดำเนินโครงการช่วยเหลือคนว่างงานทั่วประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับการตัดลดงบประมาณทางด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามแนวทางของไอเอ็มเอฟ ซึ่งก็คือแนวทางของลัทธิเสรีนิยมใหม่นั่นเอง</p>
<h3><span style="color:#008000;">การเมืองภาคประชาชน: การรับมือวิกฤตการณ์ของชาวอาร์เจนตินา</span></h3>
<p>เมื่ออาร์เจนตินาประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปลายปี ค.ศ. 2001 การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกับการล่มสลายของความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (representative democracy) มีประชาชนจำนวนมาก ทั้งชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลออกไปถึง 4 รัฐบาลภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ ผู้ประท้วงเหล่านี้มีชื่อเรียกกันว่า caceroleros จากการที่พวกเขาใช้การเคาะหม้อกระทะเป็นทั้งการส่งเสียงประท้วงและเป็นสัญญาณเรียกเพื่อนบ้านออกมาร่วมประท้วง โดยมีคำขวัญอันโด่งดังคือ &#8220;Que se vayan todos!&#8221; หรือ &#8220;ไสหัวไปให้หมด!&#8221; ผู้ที่ถูกประชาชนขับไล่ในที่นี้ก็คือนักการเมืองและไอเอ็มเอฟนั่นเอง</p>
<p>ขบวนการประชาชนของอาร์เจนตินาท่ามกลางวิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง ไม่มีหลักทฤษฎีหรือได้รับอิทธิพลจากแนวคิดใด ๆ กล่าวได้ว่ามันคือการลุกขึ้นของ &#8220;ภาคประชาสังคม&#8221; ที่พยายามรักษาเนื้อเยื่อของสังคมไว้ไม่ให้การพังทลายของเศรษฐกิจฉีกทึ้งสังคมออกเป็นชิ้น ๆ ชนชั้นกลางจับมือร่วมกับชนชั้นล่างอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีการสร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ ขึ้นมาจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่น การสร้างตลาดที่ใช้การแลกเปลี่ยนสินค้าหรือคูปองแทนเงินสด การทำโรงครัวรวมในหมู่เพื่อนบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย การแจกจ่ายอาหารแก่ผู้ตกงาน ฯลฯ</p>
<p>การจัดตั้งของประชาชนในช่วงวิกฤตที่น่าสนใจก็คือ สมัชชาละแวกบ้าน (asambleas barriales หรือ neighbourhood assemblies) ขึ้นมาแก้ปัญหาในชุมชนอย่างเป็นอิสระจากพรรคการเมือง มีการใช้ &#8220;วิถีระนาบ&#8221; อย่างเข้มข้น โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบแสวงหาฉันทามติ นอกจากพยายามแก้ปัญหาในชุมชนของตนแล้ว สมัชชาละแวกบ้านราว 200 องค์กร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงบัวโนสไอเรส พยายามสร้างบทบาทระดับชาติด้วยการส่งตัวแทนไปประชุมกำหนดยุทธศาสตร์กันเป็นครั้งคราว สมัชชาละแวกบ้านเหล่านี้ ซึ่งประกอบด้วยชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ มีความเข้าอกเข้าใจในกลุ่มปีเกเตโรส์มากขึ้น และสร้างความสมานฉันท์ต่อกลุ่มนี้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน กระนั้นก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจผ่านพ้นวิกฤตและมีความมั่นคงมากขึ้น ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ก็กลับไปใช้ชีวิตตามปรกติ ความสมานฉันท์ระหว่างชนชั้นก็เริ่มจางหายไป (15)</p>
<p><span style="color:#808000;">(15) Carmen Ferradds, &#8220;Argentina and the End of the First World Dream,&#8221; in Stanley Aronowitz and Heather Gautney (eds.), Implicating Empire (New York: Basic Books, 2003), p. 309-324.</span></p>
<p>ขบวนการที่โด่งดังและยังดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ขบวนการกอบกู้กิจการโดยคนงาน (recuperated enterprises) (16) ขบวนการนี้ก็เช่นเดียวกับขบวนการอื่น ๆ ในอาร์เจนตินายุคนั้น กล่าวคือ เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ เนื่องจากโรงงานจำนวนมากล้มละลายและลอยแพคนงาน ประกอบกับปัญหาว่างงานที่รุนแรงในประเทศ ทำให้คนงานไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยึดกิจการมาบริหารเอง กิจการที่ยึดมามีทั้งโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า โรงงานกระเบื้อง โรงพิมพ์ โรงแรม ฯลฯ วิธีการจัดตั้งของคนงานส่วนใหญ่มักจัดตั้งเป็นสหกรณ์ ตัดสินใจด้วยการประชุมคนงานทุกคน ไม่มีโครงสร้างบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้น คนงานที่ทำงานด้านบริหาร ฝ่ายขาย ฝ่ายธุรการ จะได้รับค่าแรงเท่ากับคนงานภาคการผลิตหรือทำความสะอาด นอกจากนี้ กิจการที่คนงานกอบกู้มักจะมีความสมานฉันท์แนบแน่นกับชุมชนโดยรอบ ชาวชุมชนเป็นผู้ปกป้องกิจการของคนงานไม่ให้ตำรวจเข้ามาขับไล่ ในขณะที่คนงานมักใช้สถานประกอบการของตนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านขบวนการประชาชน และสถานที่จัดงานด้านวัฒนธรรม</p>
<p><span style="color:#808000;">(16) ผู้เขียนเขียนถึงขบวนการกอบกู้กิจการโดยคนงานไว้ในหลายที่ด้วยกัน ทั้งในบทความ &#8220;ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่รากหญ้า&#8221; ในเว็บไซท์วิทยาลัยวันศุกร์ และในโครงการแปลเพื่อสิทธิมนุษยชน เว็บไซท์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน</span></p>
<p>แม้จะมีฝ่ายซ้ายหลายคนวิจารณ์ว่า การที่ขบวนการประชาชนในอาร์เจนตินาปฏิเสธอำนาจรัฐอย่างสุดขั้ว จนทำให้ละเลยการยึดอำนาจรัฐและการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงรากถึงโคน แต่มรดกทางความคิดที่ชาวอาร์เจนตินาในช่วงวิกฤตทิ้งไว้ให้ขบวนการสังคมก็คือ การจัดตั้งแนวระนาบ การตัดสินใจโดยแสวงหาฉันทามติ และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy)</p>
<h3><span style="color:#008000;">บราซิลกับขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน</span></h3>
<p>ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินหรือ MST (Movimento dos Trabalhadores Rurais Sem Terra หากแปลตรงตัวจะแปลว่า &#8220;ขบวนการแรงงานชนบทไร้ที่ดิน) ในบราซิล ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1979 กล่าวได้ว่า MST เป็นขบวนการสังคมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและเป็นไปได้ว่าอาจจะใหญ่ ที่สุดในโลก การเกิดขึ้นของขบวนการสืบเนื่องมาจากปัญหาการไม่มีที่ดินทำกินของเกษตรกร และการกระจุกตัวของที่ดินในความครอบครองของเจ้าที่ดินรายใหญ่ไม่กี่ราย ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินจะบุกเข้ายึดที่ดินรกร้างมาทำการเกษตรและก่อตั้งเป็นนิคม ในปัจจุบันมีนิคมเช่นนี้ถึงราว 5,000 แห่งในบราซิล รวมเป็นพื้นที่กว่า 135 ล้านไร่ มีชาวนิคมถึงราว 2 ล้านคน และมีแรงงานไร้ที่ดินอีกราว 150,000 คน กำลังรอยึดที่ดินแห่งใหม่</p>
<p>การจัดการในนิคมของขบวนการนี้มีความก้าวหน้าอย่างมาก มีการก่อตั้งโรงเรียนและสอนด้วยปรัชญาการศึกษาของเปาโล แฟร์ จัดการศึกษาให้ผู้ใหญ่ การดูแลสุขภาพ พยายามสร้างอธิปไตยทางอาหารและการทำธุรกิจเกษตรแบบสหกรณ์ การต่อสู้กับธุรกิจเกษตรข้ามชาติ พัฒนาเทคนิคการเกษตรใหม่ ๆ ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น (17)</p>
<p><span style="color:#808000;">(17) Ra&amp;uacute;l Zibechi, &#8220;Creating the Bases for a New World,&#8221; Americas Program Zibechi Report (Washington, DC: Center for International Policy, August 23, 2007), <a href="http://americas.irc-online.org/am/4494" target="_blank">http://americas.irc-online.org/am/4494</a>.</span></p>
<p style="padding-left:30px;">ลักษณะการจัดตั้งที่สำคัญของขบวนการแรงงานไร้ที่ดินคือ<br />
1. การนำเป็นหมู่คณะ เรื่องนี้เกิดมาจากความจำเป็นอย่างที่สุด เพราะผู้นำมักถูกลอบสังหารง่ายมากในบราซิล<br />
2. สมาชิกต้องมีส่วนร่วมและส่วนได้ส่วนเสียในปฏิบัติการยึดที่ดินมาตั้งแต่ต้น<br />
3. เมื่อได้ที่ดินแล้ว ต้องทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตนเอง<br />
4. ต้องสละเงินหรือแรงงานให้ขบวนการด้วย<br />
5. ต้องศึกษาทฤษฎีการเมือง<br />
6. ต้องสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาเสริมเพื่อทดแทนผู้นำรุ่นเก่าตลอดเวลา (18)</p>
<p><span style="color:#808000;">(18) จากบทสัมภาษณ์เฌา เปโดร สชีดิเล ในหนังสือ Movement of Movements ซึ่งจะตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน</span></p>
<p>นอกจากนี้ ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินยังพยายามสร้างความร่วมมือในระดับโลก โดยเฉพาะการก่อตั้งองค์การชาวนาโลกหรือ Via Campesina ที่ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินเป็นสมาชิกรายใหญ่ อีกทั้งยังพยายามสร้างความสัมพันธ์กับมวลชนที่ไม่มีการจัดตั้งนอกขบวนการด้วย เช่น ขบวนการพยายามเข้าไปสร้างความสมานฉันท์กับกลุ่มวัยรุ่นฮิปฮอป เป็นต้น</p>
<p>เมื่อพรรคแรงงานของบราซิลส่งลูลาลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินคือฐานมวลชนสำคัญที่สนับสนุนลูลาจนชนะการเลือกตั้ง แม้จะยังรักษาความเป็นอิสระของตนไว้และสนับสนุนอย่างมีเงื่อนไข เมื่อลูลายังคงใช้นโยบายเสรีนิยมใหม่และไม่ได้ปฏิรูปที่ดินตามที่ให้สัญญา ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินก็ออกมากดดันและวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีลูลาอย่างหนัก การรักษาความเป็นอิสระของขบวนการไว้ ทำให้ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินสามารรักษาความชอบธรรมของขบวนการไว้ได้ แตกต่างจากขบวนการ CONAIE ในเอกวาดอร์ ที่เคยเกือบล่มสลายเพราะการไปสนับสนุนนักการเมืองจนละทิ้งความเป็นอิสระของขบวนการ</p>
<h3><span style="color:#008000;">การปฏิวัติโบลิวาร์ในเวเนซุเอลา</span></h3>
<p>ความโด่งดังของขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโกหลังจาก ค.ศ. 1994 เป็นต้นมา ทำให้การดำเนินการทางการเมืองแบบไม่มุ่งยึดอำนาจรัฐได้รับความสนใจมากในตะวันตก รวมทั้งในบางประเทศของละตินอเมริกา เช่น อาร์เจนตินา เป็นต้น แต่แนวคิด &#8220;เปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่ยึดอำนาจรัฐ&#8221; ก็เผชิญภาวะตีบตันบางประการ เพราะแม้แต่ขบวนการซาปาติสตาก็ยังแก้ปัญหาของตนไม่ลุล่วง ส่วนขบวนการในอาร์เจนตินาก็ค่อย ๆ ซบเซาเมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไป กระนั้นก็ตาม ละตินอเมริกายังคงเป็นจุดศูนย์รวมความคึกคักทางการเมืองอยู่ดี เมื่ออูโก ชาเวซ ก้าวขึ้นสู่อำนาจใน ค.ศ. 1998 และผลักดันการปฏิวัติโบลิวาร์สำเร็จในระดับหนึ่ง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของบรรดามาร์กซิสต์ฝ่ายซ้ายหลายคนว่า นี่แหละคือความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการยึดอำนาจรัฐเท่านั้น</p>
<p>อูโก ชาเวซเคยพยายามทำรัฐประหารมาก่อนในสมัยที่ยังเป็นนายทหาร แต่การรัฐประหารที่ล้มเหลวนี้ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากองค์กรฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนชาเวซไม่มีพลังเพียงพอ ทั้งนี้เพราะองค์กรเหล่านี้ละเลยแรงงานนอกระบบ ไม่เคยเข้าไปจัดตั้งประชาชนกลุ่มนี้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ชาเวซรับรู้บทเรียนครั้งนั้นเป็นอย่างดี เมื่อหันมาเป็นนักการเมืองและชนะการเลือกตั้ง ชาเวซจึงสร้างความสมานฉันท์กับแรงงานนอกระบบในสลัมรอบเมืองหลวง การจัดตั้งองค์กรของแรงงานนอกระบบในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นทั้งสองทิศทาง มีการจัดตั้งองค์กรละแวกบ้านบ้างแล้วตั้งแต่ก่อนยุคชาเวซ และเมื่อชาเวซขึ้นครองตำแหน่ง สิ่งที่เขาส่งเสริมมากที่สุดคือการจัดตั้งองค์กรของประชาชนระดับรากหญ้า</p>
<h3><span style="color:#008000;">แนวคิดพื้นฐานของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่</span></h3>
<p>การจะบรรลุผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยเครื่องมือสำคัญคือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เขาจัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ผลการประชามติทำให้มีก่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ในจำนวนสมาชิก 131 คน ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่ม Polo Patriotico ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรจำนวนมากที่สนับสนุนรัฐบาลชาเวซ ชนะการเลือกตั้งเกือบทั้งหมด</p>
<p>แนวคิดพื้นฐานของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและควบคุมอำนาจทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการก้าวให้พ้นระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน และระบบการเมืองแบบสองพรรคใหญ่ ซึ่งทำให้การเลือกตั้งหมดความหมาย และประชาชนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจทางด้านนโยบายของประเทศ หลักการใหญ่ของรัฐธรรมนูญจึงเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) การลงประชามติและการระดมพลังประชาชน ส่งเสริมการจัดตั้งและการมีส่วนร่วมขององค์กรรากหญ้า โดยให้ประชาชนจัดตั้งกันเอง ให้อำนาจประชาชนเข้ามามีบทบาทด้านการเสนอกฎหมาย ไม่ได้มองว่าประชาชนเป็นผู้อยู่ใต้การปกครอง แต่เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการสร้างสรรค์ประเทศ</p>
<h3><span style="color:#008000;">ชมรมโบลิวาร์ (Bolivarian Circles)</span></h3>
<p>องค์กรภาคประชาชนที่มีบทบาทมากในเวเนซุเอลาคือ ชมรมโบลิวาร์ (Bolivarian Circles) ซึ่งมีฐานการจัดตั้งอยู่ตามละแวกบ้านในเมืองใหญ่ ๆ จุดกำเนิดของชมรมโบลิวาร์เริ่มขึ้นมาในปี ค.ศ. 2000 หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันเป็นการริเริ่มของกลุ่มคนในชุมชนโดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นคือ รวมตัวกันศึกษารัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประวัติศาสตร์ของเวเนซุเอลา</p>
<p>การขยายตัวของชมรมมีทั้งเป็นไปเองโดยธรรมชาติและได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ จากจุดเริ่มต้นเพื่อศึกษาสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มันกลายเป็นการจัดตั้งขบวนการทางการเมืองในระดับท้องถนน และยิ่งการเมืองของเวเนซุเอลาโลดโผนเท่าไร ยิ่งชนชั้นกระฎุมพีพยายามหาทางโค่นล้มชาเวซมากเพียงใด ชมรมโบลิวาร์ก็ยิ่งพัฒนาตัวเองเป็นกลุ่มพลังของประชาชนรากหญ้าเพื่อต่อสู้กับอำนาจของชนชั้นปกครองเดิม</p>
<p>นอกจากชมรมโบลิวาร์แล้ว รัฐบาลชาเวซยังส่งเสริมการก่อตั้งสหกรณ์ให้เป็นองค์กรจัดตั้งของแรงงานนอกระบบ การส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมมีอาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปที่ดิน สภาวางแผนสาธารณะท้องถิ่น เป็นต้น องค์กรเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้พลเมืองเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมองค์กรต่าง ๆ เช่น สหภาพแม่บ้าน เป็นต้น</p>
<p>การจัดตั้งองค์กรประชาชนขึ้นมามากมายในเวเนซุเอลา ทั้งที่จัดตั้งเองและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการเมืองของเวเนซุเอลา เนื่องจากกลุ่มทุนในเวเนซุเอลาพยายามโค่นล้มรัฐบาลหลายครั้ง แต่รัฐบาลก็รอดมาได้ด้วยการแสดงพลังของประชาชนตามท้องถนน ในขณะเดียวกัน องค์กรประชาชนเหล่านี้ก็คอยกดดันไม่ให้รัฐโอนอ่อนต่อพลังของทุน ด้วยเหตุนี้เอง ในเวเนซุเอลาจึงมีการต่อสู้ระหว่างพลังประชาชนกับพลังของทุนอยู่รอบ ๆ รัฐตลอดเวลา ขณะที่ในบราซิลนั้น ถึงแม้ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินจะเป็นขบวนการขนาดใหญ่ แต่เมื่อขาดความร่วมมือจากองค์กรประชาชนในภาคส่วนอื่น ๆ ทำให้พลังประชาชนไม่สามารถกดดันประธานาธิบดีลูลาให้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้</p>
<p>ถึงแม้องค์กรประชาชนของเวเนซุเอลาจะมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่มีอิสระและความคิดเป็นของตัวเอง ดังจะเห็นได้จากการที่ประธานาธิบดีชาเวซแพ้การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อปีที่แล้ว (ค.ศ. 2007) ไปอย่างฉิวเฉียด บทเรียนครั้งนี้ทำให้ชาเวซตระหนักว่าความสมานฉันท์ไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข และการปฏิวัติที่แท้จริงและยั่งยืนต้องมาจากเบื้องล่างเท่านั้น (19)</p>
<p><span style="color:#808000;">(19) โปรดดู ภัควดี วีระภาสพงษ์, &#8220;เวเนซุเอลา: เส้นทางปฏิวัติยุคหลังประวัติศาสตร์,&#8221; ฟ้าเดียวกัน (กรกฎาคม-กันยายน 2548), หน้า 142-187. นอกจากนี้ ผู้เขียนมีบทความเกี่ยวกับเวเนซุเอลาอยู่ในเว็บไซท์ประชาไท บทเรียนที่ได้จาก &#8220;การเมืองใหม่&#8221; ในละตินอเมริกา</span></p>
<p>เราจะเห็นได้ว่า ขบวนการประชาชนและ &#8220;การเมืองใหม่&#8221; ในละตินอเมริกามีความหลากหลายมาก มีทั้งการเมืองเพื่อยึดอำนาจรัฐและดำเนินการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรัฐ เช่น คิวบา เวเนซุเอลา โบลิเวีย เอกวาดอร์ เป็นต้น มีขบวนการประชาชนที่อยู่ภายในรัฐและพยายามดำเนินการกดดันรัฐ โดยรักษาความเป็นอิสระของตนไว้ เช่น ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินในบราซิล ขบวนการปีเกเตโรส์ในอาร์เจนตินา ขบวนการกอบกู้กิจการโดยคนงานในอาร์เจนตินา เป็นต้น และมีขบวนการที่แยกตัวออกมาอยู่นอกรัฐโดยสิ้นเชิง เช่น ขบวนการซาปาติสตา เป็นต้น</p>
<h3><span style="color:#008000;">สรุปบทเรียนทางการเมืองของประชาชนละตินอเมริกา</span></h3>
<p>บทเรียนที่เราได้รับจากการดำเนินการทางการเมืองของประชาชนชาวละตินอเมริกา มีอาทิ:</p>
<p><span style="color:#ff0000;">1. การจัดตั้งองค์กรคือหัวใจของขบวนการประชาชน</span><br />
หากขบวนการประชาชนไม่มีการจัดตั้งเป็นองค์กร ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะเป็นแค่มวลชนที่ถูกปลุกระดมโดยนักวาทศิลป์ องค์กรทำให้ประชาชนได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิด องค์กรจะทำให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิของตน โดยเฉพาะสิทธิของแรงงาน ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ การยอมรับสิทธิของแรงงานคือรากฐานที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย เพราะแรงงานคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากปราศจากองค์กรแรงงานที่แท้จริง ความเปลี่ยนแปลงจะไม่ยั่งยืนและไม่ถึงรากถึงโคน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งความสมานฉันท์ของประชาชนเกิดขึ้นโดยเป็นปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์เท่านั้น จากนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว</p>
<p>หากปราศจากขบวนการและองค์กรแรงงาน ประชาชนก็ไม่สามารถกดดันพรรคการเมืองให้ดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชน อย่างแท้จริง อีกทั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ ต้องอาศัยการมีองค์กรประชาชนจำนวนมากและหลากหลายซึ่งครอบคลุมหลายภาคส่วน พลเมืองที่ไม่มีองค์กรรองรับ ย่อมไม่มีทางมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีพลัง</p>
<p><span style="color:#ff0000;">2. โครงสร้างการจัดตั้งองค์กรแนวใหม่</span></p>
<p style="padding-left:30px;">- <strong>การนำเป็นหมู่คณะ</strong> ผู้นำในองค์กรประชาชนของละตินอเมริกามักไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ทำงานหนัก ส่วนคนพูดเก่งมักจะเป็นโฆษก ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลการจูงใจของนักวาทศิลป์</p>
<p style="padding-left:30px;">- <strong>การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ</strong> ช่วยให้มีประชาธิปไตยในองค์กรมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดประชาธิปไตยทางตรง ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงและอำนาจมาจากเบื้องล่างอย่างแท้จริง (คำว่า &#8220;เบื้องล่าง&#8221; นี้ไม่นับรวมเอ็นจีโอ ซึ่งถือเป็นองค์กรที่ยัดเยียดความคิดจากเบื้องบน)</p>
<p style="padding-left:30px;">- <strong>การจับมือร่วมกับขบวนการสังคมต่าง ๆ หลายภาคส่วน</strong> โดยมีเป้าหมายหลักร่วมกัน แม้จะมีความคิดเห็นต่างกันในบางเรื่องก็ตาม</p>
<p style="padding-left:30px;">- <strong>การจับมือข้ามชาติในลักษณะสากลนิยม</strong> การต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้น จำเป็นต้องมีความเป็นโลกาภิวัตน์เท่า ๆ กับระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน โดยไม่ยึดติดกับลัทธิชาตินิยม</p>
<p style="padding-left:30px;">- <strong>ความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองและนักการเมือง</strong> จะทำให้องค์กรประชาชนรักษาความชอบธรรมไว้ได้ หากองค์กรจะสนับสนุนนักการเมือง ก็ต้องตั้งเงื่อนไขไว้เสมอ</p>
<p><span style="color:#ff0000;">3. การทดลองทางเลือกใหม่ ๆ</span><br />
มีทางเลือกใหม่ ๆ เช่น ขบวนการกอบกู้กิจการโดยคนงาน สมัชชาละแวกบ้าน ระบอบประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งตัวแทนถูกถอดถอนได้ตลอดเวลา เป็นต้น</p>
<p><span style="color:#ff0000;">4. การสร้างความหมายใหม่ให้แก่ &#8220;ชุมชน&#8221;</span></p>
<p>มนุษย์เป็นสัตว์สังคมเสมอมา ในทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยานั้น ไม่เคยมีหลักฐานว่ามนุษย์ดำรงชีวิตอย่างปัจเจกบุคคลเลย มนุษย์ต้องอยู่ภายใน&#8221;ชุมชน&#8221;อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ เพียงแต่ &#8220;ชุมชน&#8221; ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีลักษณะแบบเดียวกับ &#8220;ชุมชน&#8221; ตามจารีตประเพณี ในละตินอเมริกานั้น &#8220;ชุมชน&#8221; อาจนิยามจากที่อยู่อาศัย (ละแวกบ้าน) ศาสนา (ชุมชนรากหญ้าที่สำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อยจัดตั้งขึ้น) เชื้อชาติ (ชาวพื้นเมือง) สถานประกอบการ (กิจการที่คนงานกอบกู้โรงงาน) ชมรม (ชมรมโบลิวาร์) แม้กระทั่งสหภาพแรงงานก็ถือเป็น &#8220;ชุมชน&#8221; อย่างหนึ่งได้</p>
<p>อนึ่ง การเน้นความสำคัญของ &#8220;ชุมชน&#8221; ยังเป็นการต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่โดยปริยาย เนื่องจากลัทธิเสรีนิยมใหม่เชิดชูลัทธิปัจเจกบุคคลนิยม และต้องการให้มนุษย์เป็นแค่คนงานปัจเจกที่ขายแรงงานในตลาดบนพื้นฐานของเสรีภาพในการทำสัญญา</p>
<p><span style="color:#ff0000;">5. ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า หรือ direct action</span><br />
ปฏิบัติการซึ่งหน้าคือการสร้างอุดมคติขึ้นมาในวันนี้ โดยไม่ร้องขอจากอำนาจรัฐหรือรอให้ยึดอำนาจรัฐเสียก่อน การยึดสถานประกอบการมาบริหารเองของแรงงาน การสร้างเขตปกครองตนเองของซาปาติสตา การยึดที่ดินของขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน ล้วนเป็นปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าที่ประสานวิธีการกับเป้าหมายเข้าด้วยกัน</p>
<p><span style="color:#ff0000;">6. การใช้สัญลักษณ์ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์</span><br />
การตั้งชื่อขบวนการ มักนำชื่อของบุคคลในประวัติศาสตร์มาเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นทูปัก อามารู, เอมีเลียโน ซาปาตา (ซาปาติสตา), ซีโมน โบลิวาร์ (การปฎิวัติโบลิวาร์) เป็นต้น การใช้แรงบันดาลใจจากบุคคลในประวัติศาสตร์ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและรวมผู้คนเข้าด้วยกัน โดยไม่ผูกติดกับชาติหรือเชื้อชาติ</p>
<p><span style="color:#ff0000;">7. ความเบิกบานของนักปฏิวัติ</span><br />
ซาปาติสตาเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในเรื่องนี้ พวกเขาทำให้การปฏิวัติที่มีเสียงหัวเราะ</p>
<h3><span style="color:#008000;">คำถามที่จำเป็นต้องตอบ</span></h3>
<p>ประเด็นสำคัญที่ควรครุ่นคิดให้ดีก็คือ อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการประชาชน องค์กรทางการเมือง และรัฐบาล ในสมัยก่อน ความสัมพันธ์จะมีลักษณะแนวตั้ง กล่าวคือองค์กรทางการเมืองเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แล้วรัฐบาลปกครองหรืออุปถัมภ์ประชาชนอีกทีหนึ่ง โดยที่องค์กรทางการเมืองอ้างความเป็นตัวแทนประชาชน</p>
<p>เมื่อองค์กรในละตินอเมริกานำวิธีการจัดตั้งแนวระนาบมาใช้ ถึงแม้จะสร้างความสัมพันธ์แบบเครือข่ายแนวระนาบและประชาธิปไตยทางตรงได้ แต่เมื่อองค์กรต้องสัมพันธ์กับรัฐ ความสัมพันธ์ก็ยังต้องเป็นแนวตั้งอยู่ดี ซาปาติสตาพยายามก้าวข้ามปัญหานี้ โดยทำให้มวลชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กรทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน แต่ซาปาติสตาทำเช่นนี้ได้ เนื่องจากพวกเขาเป็นเขตปกครองตนเอง</p>
<p>เมื่อหันมามองสภาพความเป็นจริงของรัฐต่าง ๆ ซึ่งยากที่จะทำให้องค์กรทางการเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน ทางออกอย่างหนึ่งคือ การพยายามจัดตั้งองค์กรประชาชนให้มาก ๆ แต่คำถามก็ยังคงมีอยู่ดีว่า องค์กรทางการเมืองแบบไหนที่ควรเป็นตัวกลางสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลัง ประชาชนกับโครงสร้างรัฐ<br />
นอกจากนี้ ยังมีคำถามอีก 3 ประการคือ</p>
<p style="padding-left:60px;">1. จะรักษาความเป็นอิสระขององค์กรประชาชนอย่างไร? ตัวอย่างของ CONAIE กับ MST เป็นตัวอย่างที่ควรนำมาศึกษา<br />
2. ทำอย่างไรจะผลักดันผลประโยชน์ที่แตกต่างกันของชุมชน กลุ่มและองค์กรต่าง ๆ ที่มีหลากหลายมากไปพร้อม ๆ กันได้?<br />
3. ทำอย่างไรจะเชื่อมโยงกลุ่มประชาชนที่มีการจัดตั้ง กับ กลุ่มที่ไม่มีการจัดตั้งเข้าด้วยกัน ความสัมพันธ์ของสองกลุ่มนี้ควรเป็นอย่างไร?</p>
<p style="padding-left:30px;">++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ภาคผนวก: &#8220;การเมืองใหม่&#8221; ของพันธมิตรฯ กับลัทธิอนุรักษ์นิยมใหม่</span></p>
<p>แนวคิด &#8220;การเมืองใหม่&#8221; ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มามากแล้วจากหลาย ๆ ฝ่าย รวมทั้งผู้เขียนเองด้วย ในที่นี้ ผู้เขียนจะไม่วิจารณ์ลงไปในรายละเอียดอีก แต่อยากชี้ให้เห็นว่า การเกิดขึ้นของแนวคิด &#8220;การเมืองใหม่&#8221; ของพันธมิตรฯ เกิดมาจากเงื่อนไขเชิงภววิสัยที่เป็นแนวโน้มของประวัติศาสตร์ แนวคิด &#8220;การเมืองใหม่&#8221; แบบพันธมิตรฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่</p>
<p>ปัญญาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ มักอ้างความชอบธรรมให้ตัวเองว่า พวกเขาคือแนวหน้าในการต่อสู้กับทุนสามานย์ ลัทธิเสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ โดยมีทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องเป็น &#8220;ตัวแทนผู้กระทำ&#8221; ที่จะสร้างลัทธิเสรีนิยมใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ดังนั้น ไม่ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะใช้วิธีการไหน ร่วมมือกับใคร ขอเพียงโค่นล้มทุนสามานย์และลัทธิเสรีนิยมใหม่ลงได้ ก็ถือว่ามีความชอบธรรมแล้ว</p>
<p>การใช้ระบบตลาดเสรีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในขั้นตอนของเสรีนิยมใหม่เท่านั้น มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์อย่างน้อย 2 ครั้งในขอบเขตเล็กใหญ่แตกต่างกันไป คาร์ล โปลันยี (Karl Polanyi) เขียนบรรยายไว้ในหนังสือ The Great Transformation เพื่อชี้ให้เห็นว่า เมื่อการใช้ระบบตลาดเสรีกลายเป็น &#8220;กระแสนำ&#8221; ของระบบเศรษฐกิจสังคม ตลาดเสรีจะทำลายเนื้อเยื่อและโครงข่ายทางสังคม ถึงขนาดที่สังคมอาจต้องแตกสลายลง ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงต้องปกป้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเรียกว่า &#8220;กระแสต้าน&#8221; ทวิลักษณ์แห่งกระแส (double movement) นี่เองที่เป็นเงื่อนไขเชิงภววิสัยที่จะทำให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไป เมื่อต้องเผชิญหน้ากับระบบตลาดเสรี</p>
<p>โปลันยีชี้ให้เห็นว่า ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น ตลาดเสรีในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน กำลังจะทำลายชุมชนดั้งเดิมของสังคมลง &#8220;กระแสต้าน&#8221; ในสมัยนั้นคือสถาบันอนุรักษ์นิยมล้าหลังอย่างราชวงศ์ทิวดอร์ วิธีการที่ราชวงศ์ทิวดอร์ใช้เพื่อรักษาชุมชนไม่ให้แตกสลายก็คือ นโยบายที่เรียกกันว่า &#8220;สปีนแฮมแลนด์&#8221; กฎหมายและนโยบายสังคมชุดนี้ ทำให้แรงงานจากชนบทไม่อพยพเข้ามาในเมืองก็จริง แต่ก็กดขี่แรงงานไว้ในพื้นที่ ประกอบกับการบิดเบือนค่าแรงด้วยระบบสังคมสงเคราะห์ ทำให้แรงงานชนบทกลายเป็น &#8220;กระยาจก&#8221; ที่ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถูกดูถูกเหยียดหยามและไม่สามารถพึ่งตัวเองได้</p>
<p>ในยุคสมัยเดียวกันนั้นมี &#8220;กระแสต้าน&#8221; ในเชิงสร้างสรรค์เกิดขึ้นเช่นกัน ตัวอย่างสำคัญที่โปลันยียกมาคือ การสร้างนิคม New Lanark ของโรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen 1771-1858) นักสังคมนิยมและนักอุตสาหกรรมชาวเวลส นิคมอุตรสาหกรรมของเขาแสดงให้เห็นว่า คนยากจนและแรงงานสามารถดำรงชีวิตในระบบอุตสาหกรรมได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี หากเราไม่สามารถต้านทานการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ เราก็ควรสร้างชุมชนแบบใหม่บนพื้นฐานของอุตสาหกรรม</p>
<p>ระบบตลาดเสรีถูกนำมาใช้อีกครั้งหนึ่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ภัยคุกคามของการแตกสลายทางสังคมส่งผลให้เกิด &#8220;กระแสต้าน&#8221; ที่เป็นระบบเผด็จการฟาสซิสต์ในยุโรป ผู้เขียนขอให้ผู้อ่านพิจารณาข้อเขียนของโปลันยีที่อธิบายถึงลัทธิฟาสซิสต์ดังนี้:</p>
<p>&#8220;ประเทศที่กำลังก้าวไปสู่ขั้นตอนการเป็นฟาสซิสต์มักแสดงออกถึงอาการต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีขบวนการฟาสซิสต์จริง ๆ ดำรงอยู่เลยก็ได้ สัญญาณที่สำคัญเป็นอย่างน้อยที่สุดก็คือ การแพร่หลายของปรัชญาที่ไร้เหตุผล สุนทรียศาสตร์ที่คลั่งเชื้อชาติ การปลุกระดมทางการเมืองเพื่อต่อต้านทุนนิยม ทัศนะที่แหวกแนวจากบรรทัดฐานทั่วไป การวิพากษ์วิจารณ์ระบบพรรคการเมือง การดูหมิ่นดูแคลน &#8220;ระบอบการปกครอง&#8221; หรือชื่ออะไรก็ตามที่ใช้เรียกกระบวนการประชาธิปไตยที่มีอยู่……&#8221; (*)</p>
<p><span style="color:#808000;">(*) บทเรียนที่เราได้รับจากการดำเนินการทางการเมืองของประชาชนชาวละตินอเมริกา</span></p>
<p>ในปัจจุบัน ลัทธิเสรีนิยมใหม่ก็คือโลกาภิวัตน์ของตลาดเสรี สภาพอันปั่นป่วนไร้ระเบียบของความโลภปัจเจกบุคคลกำลังก่อกวนสังคมจนใกล้แตกสลายแน่นอน สังคมย่อมต้องปกป้องตัวเอง &#8220;กระแสต้าน&#8221; จึงเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ กันไป เราได้เห็นแล้วว่า ในละตินอเมริกา &#8220;กระแสต้าน&#8221; ของประชาชนคนยากจนกำลังเกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งและมีพลัง มีการทดลองใหม่ ๆ ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อเพิ่มพูนอำนาจแก่ประชาชนรากหญ้า ลดทอนอำนาจของทุน ในขณะเดียวกันก็สร้าง &#8220;ชุมชน&#8221; แบบใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อการอยู่รอดของมนุษย์</p>
<p>แต่ดังที่เดวิด ฮาร์วี (David Harvey) ชี้ให้เห็นในหนังสือ A Brief History of Neoliberalism ว่า ในหลาย ๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ฯลฯ ได้แสวงหาทางออกต่อความไร้ระเบียบของความโลภปัจเจกบุคคลโดยหันไปหาลัทธิ อนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservatism) หรือที่เรามักเรียกนักอนุรักษ์นิยมใหม่ว่าพวก &#8220;นีโอคอน&#8221; นั่นเอง ฮาร์วีกล่าวถึงลักษณะของนักอนุรักษ์นิยมใหม่ไว้ว่า:</p>
<p style="padding-left:30px;"><span style="color:#ff0000;"><strong>ประการแรก</strong></span> นักอนุรักษ์นิยมใหม่เชื่อว่าระเบียบสังคมคือคำตอบต่อสภาพสับสนวุ่นวายของผลประโยชน์ปัจเจกบุคคล และ</p>
<p style="padding-left:30px;"><span style="color:#ff0000;"><strong>ประการที่สอง</strong></span> การให้ความสำคัญต่อศีลธรรมจรรยาอย่างเคร่งครัด โดยเชื่อว่าจะเป็นกาวสังคมที่จำเป็นต่อการรักษาองค์การเมืองให้มีความมั่นคง เมื่อต้องเผชิญกับอันตรายจากภายนอกและภายในประเทศ&#8230;&#8221;ผลประโยชน์ปัจเจกบุคคล อาจสร้างความสับสนวุ่นวายจนมีอำนาจเหนือระเบียบสังคมได้ อนาธิปไตยของตลาด การแข่งขัน และลัทธิปัจเจกบุคคลนิยมที่ไม่มีการควบคุม…..อาจนำไปสู่การพังทลายของความผูกพันและความสามัคคีทั้งหมด จนสังคมตกลงสู่ขอบเหวของอนาธิปไตยและการทำลายล้างกันเอง</p>
<p>&#8221; เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงดูเหมือนมีความจำเป็นต้องใช้การข่มขู่บังคับระดับหนึ่งเพื่อฟื้นฟู ระเบียบขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุนี้เอง นักอนุรักษ์นิยมใหม่จึงเน้นการสร้างความเข้มแข็งของกองทัพเพื่อเป็นยาถอนพิษ ความสับสนวุ่นวายของผลประโยชน์ปัจเจกบุคคล เหตุผลนี้เองทำให้นักอนุรักษ์นิยมใหม่มีแนวโน้มที่มักจะกระพือความหวาดกลัว ภัยคุกคามต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของชาติ ทั้งภัยที่เป็นความจริงและจินตนาการขึ้นมา ทั้งจากภายในประเทศและจากต่างประเทศ&#8221; (**)</p>
<p><span style="color:#808000;">(**) David Harvey, A Brief History of Neoliberalism (Oxford: Oxford University Press, 2007), p. 82-83.</span></p>
<p>ฮาร์วีชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้นักอนุรักษ์นิยมใหม่ดูเหมือนต่อต้านระบบตลาดเสรี แต่แท้ที่จริงแล้ว ลัทธิอนุรักษ์นิยมใหม่จะฟื้นฟูอำนาจของชนชั้นนำขึ้นมา และเมื่อไรที่ชนชั้นนำมีอำนาจเข้มแข็ง พวกเขาก็จะนำระบบตลาดเสรีที่ให้ผลประโยชน์แก่ชนชั้นตนกลับมาใช้อีก</p>
<p>แนวทางของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดูเหมือนว่าจะไม่แตกต่างจากนักอนุรักษ์นิยมใหม่มากนัก โดยเฉพาะกลุ่มนีโอคอนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และพรรครีพับลิกันเป็นหัวหอกสำคัญ ทั้งนีโอคอนอเมริกันและพันธมิตรฯ ต่างก็กระพือความหวาดกลัวให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้ายหรือระบอบทักษิณ ต่างก็เทศนาอย่างคลั่งไคล้ในคุณค่าทางศีลธรรมของ &#8220;ลัทธิชาตินิยมเชิงวัฒนธรรม&#8221; โดยที่ &#8220;การยืนยันคุณค่าทางศีลธรรมนี้อิงอาศัยการเรียกร้องหาอุดมคติของชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ จารีตทางวัฒนธรรม&#8221; ในขณะที่นีโอคอนอเมริกันเทศนาถึง &#8220;ความเป็นอเมริกัน&#8221; พันธมิตรฯ ก็เชิดชูสถาบันกษัตริย์และลัทธิราชาชาตินิยม แม้แต่ &#8220;ระเบียบใหม่&#8221; ที่แกนนำพันธมิตรฯ เรียกร้องหา ก็เป็นคำ ๆ เดียวกับที่ฮิตเลอร์และซูฮาร์โตใช้มาก่อน รวมทั้งประธานาธิบดีเรแกนก็เคยเรียกร้องหา &#8220;ระเบียบโลกใหม่&#8221; มาแล้วเช่นกัน</p>
<p>หากพันธมิตรฯ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เชื่อได้ว่านี่จะเป็นการฟื้นฟูอำนาจของชนชั้นนำบางกลุ่มในประเทศไทย ซึ่งจะนำลัทธิเสรีนิยมใหม่มาใช้อีกในอนาคต เหมือนดังที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส เป็นอาทิ ดังนั้น ข้ออ้างของการต่อต้านทุนสามานย์และลัทธิเสรีนิยมใหม่ จึงไม่ใช่ข้ออ้างที่ชอบธรรมในตัวมันเอง ยาที่พันธมิตรคิดจะใช้เยียวยาความป่วยไข้ในสังคมไทยนั้น ดูจะสร้างผลข้างเคียงที่เลวร้ายปางตายยิ่งกว่าโรค ดังที่ยกตัวอย่างแล้วข้างต้นว่า &#8220;กระแสต้าน&#8221; ระบบตลาดเสรีนั้น มีทั้งรูปแบบที่ลดทอนความเป็นมนุษย์และกอบกู้ศักดิ์ศรีของมนุษย์ แม้ว่าเราทุกคนจะเป็นผลิตผลของประวัติศาสตร์ แต่การเลือกอย่างไตร่ตรองให้ดีของเรา ก็อาจคัดท้ายนำทางประวัติศาสตร์ไปในทางที่ดีได้เช่นกัน</p>
<p><span style="color:#008000;">ที่มา: <a href="http://midnightuniv.org/midnighttext/0009999803.html" target="_blank">มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน </a></span></p>
<br />Posted in บทความ Tagged: การเมือง, ขบวนการประชาชน, ชาวพื้นเมือง, ละตินอเมริกา, แรงงานนอกระบบ <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/dokdin.wordpress.com/427/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/dokdin.wordpress.com/427/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/dokdin.wordpress.com/427/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/dokdin.wordpress.com/427/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/dokdin.wordpress.com/427/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/dokdin.wordpress.com/427/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/dokdin.wordpress.com/427/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/dokdin.wordpress.com/427/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/dokdin.wordpress.com/427/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/dokdin.wordpress.com/427/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/dokdin.wordpress.com/427/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/dokdin.wordpress.com/427/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/dokdin.wordpress.com/427/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/dokdin.wordpress.com/427/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=427&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dokdin.wordpress.com/2009/09/29/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45e75ccc09a99eccc51b3351bfba63ce?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">Dokdin</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb9982051.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">00000bbb998205</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb9982041.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">00000bbb998204</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์ปีเตอร์ รอสเซ็ต: ลาตินอเมริกาและแนวหน้าขบวนการสังคม</title>
		<link>http://dokdin.wordpress.com/2009/09/27/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://dokdin.wordpress.com/2009/09/27/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Sep 2009 09:29:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dokdin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ขบวนการประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[ขบวนการสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ลาตินอเมริกา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://dokdin.wordpress.com/?p=405</guid>
		<description><![CDATA[ในกระแสทุนที่เชี่ยวกรากไหลบ่าโถมทำลายสิ่งกีดขวาง ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิต ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและชีวิตลึกๆ ในใจหลายคนยังมีความหวังเมื่อเห็นการต่อสู้ของกลุ่มคนต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ดีกว่า

- ซาปาติสตา ไม่ใช่แค่เพียงนักรบคลุมหน้าที่พูดจาคมคาย
- ขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (MST) (*) ไม่ใช่ขบวนการในฝันสร้างคนพันธุ์ใหม่ที่ไร้จุดหมาย
- การต่อสู้ของพวกเขาอาจเป็นแรงบันดาลใจ

แต่การต่อสู้ของพวกเขามีอะไรมากกว่านั้น มีทั้งองค์ประกอบ ปัจจัย ความสำเร็จ และความผิดพลาด พวกเขามีบทเรียน มีประสบการณ์ให้เรียนรู้

(*)Landless Workers Movement, or in Portuguese Movimento dos Trabalhadores Rurais Sem Terra (MST), is the largest social movement in Latin America with an estimated 1.5 million landless members organized in 23 out of Brazil's 26 states. The MST states it carries out land reform in a country mired by unjust land distribution. In Brazil, 1.6% of the landowners control roughly half (46.8%) of the land on which crops could be grown. Just 3% of the population owns two-thirds of all arable lands.

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล มีโอกาสได้พูดคุยกับ ปีเตอร์ รอสเซ็ต นักวิจัยจากศูนย์เพื่อการศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชนบทเม็กซิโก (Center for the Study of Change in the Mexican Countryside - CECCAM is a non-profit organization, which supports the peasant movement in Mexico.) และศูนย์ศึกษาการเปลี่ยนแปลงและการจัดการที่ดินในละตินอเมริกา

ปีเตอร์ รอสเซ็ต นักกิจกรรมชาวอเมริกันที่เคยประกาศตัวว่า ขอเนรเทศตัวเองออกจากสหรัฐอเมริกาด้วยความเต็มใจ และไปอยู่เม็กซิโก เขาทำงานกับซาปาติสตา MST และอีกหลายขบวนการประชาชนทั่วละติน อเมริกา สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากความเคลื่อนไหวทางสังคมที่เข้มข้นเหล่านี้ คือความเข้มแข็งและความเป็นอิสระของขบวนการประชาชนต้องมาก่อนการยึดอำนาจทาง การเมือง เพราะถึงจุดนั้น ไม่ว่าคุณจะได้เข้าไปสู่ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองหรือไม่ คุณก็มีความสามารถเต็มที่ในการควบคุมมันได้แล้ว<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=405&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-406" title="00000bbb998940" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb998940.jpg?w=500" alt="00000bbb998940"   /><img class="alignnone size-full wp-image-407" title="00000bbb998941" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb998941.jpg?w=500" alt="00000bbb998941"   /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color:#ff0000;">ON LATIN AMERICA AND THE FOREFRONT OF SOCIAL MOVEMENT</span></strong></p>
<h2><span style="color:#008000;">สัมภาษณ์ปีเตอร์ รอสเซ็ต: ลาตินอเมริกาและแนวหน้าขบวนการสังคม</span></h2>
<p><span style="color:#808000;"><strong><span style="color:#ff0000;">กรรณิการ์ กิจติเวชกุล : เรียบเรียง</span></strong><br />
<span style="color:#ff6600;">บทความชิ้นนี้เคยได้รับการตีพิมพ์แล้วใน a day weekly<br />
global report / ฉบับ 051 หน้า 42-47</span></span><br />
<a href="http://midnightuniv.org/midnighttext/000969.doc" target="_blank">บทความวิชาการนี้ สามารถ download ได้ในรูป word</a><br />
<span style="color:#008000;"><strong>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความนำ</strong></span>ในกระแสทุนที่เชี่ยวกรากไหลบ่าโถมทำลายสิ่งกีดขวาง ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิต ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและชีวิตลึกๆ ในใจหลายคนยังมีความหวังเมื่อเห็นการต่อสู้ของกลุ่มคนต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ดีกว่า</p>
<p style="padding-left:30px;">- ซาปาติสตา ไม่ใช่แค่เพียงนักรบคลุมหน้าที่พูดจาคมคาย<br />
- ขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (MST) (*) ไม่ใช่ขบวนการในฝันสร้างคนพันธุ์ใหม่ที่ไร้จุดหมาย<br />
- การต่อสู้ของพวกเขาอาจเป็นแรงบันดาลใจ</p>
<p style="padding-left:30px;">แต่การต่อสู้ของพวกเขามีอะไรมากกว่านั้น มีทั้งองค์ประกอบ ปัจจัย ความสำเร็จ และความผิดพลาด พวกเขามีบทเรียน มีประสบการณ์ให้เรียนรู้</p>
<p><span style="color:#808000;">(*)Landless Workers Movement, or in Portuguese Movimento dos Trabalhadores Rurais Sem Terra (MST), is the largest social movement in Latin America with an estimated 1.5 million landless members organized in 23 out of Brazil&#8217;s 26 states. The MST states it carries out land reform in a country mired by unjust land distribution. In Brazil, 1.6% of the landowners control roughly half (46.8%) of the land on which crops could be grown. Just 3% of the population owns two-thirds of all arable lands.</span></p>
<p>กรรณิการ์ กิจติเวชกุล มีโอกาสได้พูดคุยกับ ปีเตอร์ รอสเซ็ต นักวิจัยจากศูนย์เพื่อการศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชนบทเม็กซิโก (Center for the Study of Change in the Mexican Countryside &#8211; CECCAM is a non-profit organization, which supports the peasant movement in Mexico.) และศูนย์ศึกษาการเปลี่ยนแปลงและการจัดการที่ดินในละตินอเมริกา</p>
<p>ปีเตอร์ รอสเซ็ต นักกิจกรรมชาวอเมริกันที่เคยประกาศตัวว่า ขอเนรเทศตัวเองออกจากสหรัฐอเมริกาด้วยความเต็มใจ และไปอยู่เม็กซิโก เขาทำงานกับซาปาติสตา MST และอีกหลายขบวนการประชาชนทั่วละติน อเมริกา สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากความเคลื่อนไหวทางสังคมที่เข้มข้นเหล่านี้ คือความเข้มแข็งและความเป็นอิสระของขบวนการประชาชนต้องมาก่อนการยึดอำนาจทางการเมือง เพราะถึงจุดนั้น ไม่ว่าคุณจะได้เข้าไปสู่ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองหรือไม่ คุณก็มีความสามารถเต็มที่ในการควบคุมมันได้แล้ว</p>
<p><span style="color:#808000;">(*) Dr. Peter Rosset is based in Oaxaca, Mexico, where he is a researcher at the Centro de Estudios para el Cambio en el Campo Mexicano (Center of Studies for Rural Change in Mexico), and co-coordinator of the Land Research Action Network. He is also Global Alternatives Associate of the Center for the Study of the Americas and an affiliated scholar of the University of California, both in Berkeley, California, USA. He is the former co-director of Food First/The Institute for Food and Development Policy in Oakland, California.</span><br />
<span style="color:#808000;"><br />
He previously served as executive director of the Stanford University Regional Center in Chiapas, Mexico. During the 1980s he spent eight years in Central America, where he led several sustainable agriculture projects. Peter has taught at Stanford University, the University of California at Berkeley, the University of Texas at Austin, the National Agrarian University of Nicaragua, the Havana Agricultural University (ISCAH) and the University of Las Villas, both in Cuba, and the Tropical Center for Agricultural Research &amp; Education (CATIE) in Costa Rica. Peter has also been a Fellow of the John D. and Catherine T. MacArthur Foundation, and is a Board Member of Focus on the Global South in Thailand.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">He is a food rights activist, agroecologist and rural development specialist with a Ph.D. from the University of Michigan. His published books include The Case for a GM-Free Sustainable World (2003); Sustainable Agriculture and Resistance: Transforming Food Production in Cuba (Food First Books, 2002); America Needs Human Rights (Food First Books, 1999); World Hunger: 12 Myths, Second Edition (Grove Press, 1998); The Nicaragua Reader (Grove Press, 1983); Nicaragua: Unfinished Revolution (Grove Press, 1986); The Greening of the Revolution: Cuba&#8217;s Experiment with Organic Agriculture (Ocean Press, 1994); Agroecology (McGraw-Hill, 1990); and A Cautionary Tale: Failed US Development Policy in Central America (Lynne Rienner,1996).</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-408 aligncenter" title="Peter Rosset" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb998939.jpg?w=500" alt="Peter Rosset"   /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left:30px;"><strong><span style="color:#008000;">คำโปรย</span></strong></p>
<p style="padding-left:30px;"><span style="color:#ff6600;">- &#8220;ผมหวังว่าในมหาวิทยาลัยจะเต็มไปด้วยนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม เราจะได้ถกเถียงปรัชญามาร์กซิสม์จนถึงตี 3 ของทุกวัน ไม่มีอะไรเลย มีแต่การพูดคุยกันเรื่องทีมฟุตบอล จะไปกินเบียร์ที่ไหน จนเมื่อจบมหาวิทยาลัยผมถึงได้กลับมาเป็นนักกิจกรรมอีกครั้ง ในชีวิตมีเพียง 4 ปีในมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่ผมไม่ได้เป็นนักกิจกรรม&#8221;</span></p>
<p style="padding-left:30px;"><span style="color:#ff6600;"><br />
- &#8220;ขณะนี้เอ็นจีโอต้องพึ่งขบวนการประชาชนเพื่อความอยู่รอด เช่น เอ็นจีโอสายพัฒนาต้องไปหาแหล่งทุนพร้อมกับบอกว่า ช่วยสนับสนุนด้านการเงินให้แก่เรา เพราะเราทำงานให้เครือข่ายชาวนาโลก (Via Campasina) แหล่งทุนก็จะโทรมาถามว่าเอ็นจีโอทำงานร่วมกับ Via Campasina จริงๆ หรือไม่ ก่อนที่จะให้ทุน เอ็นจีโอจึงเป็นเหมือนฝ่ายสนับสนุนให้กับขบวนการภาคประชาชน&#8221;</span></p>
<p style="padding-left:30px;"><span style="color:#ff6600;"><br />
- &#8220;ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากชาเวชถูกลอบสังหาร ซึ่งซีไอเออยากจะทำอยู่แล้ว หรือ โคลัมเบียในฐานะตัวแทนของสหรัฐบุกเข้าไปเวเนซูเอลา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขณะนี้ขึ้นกับชาเวชเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าขบวนการประชาชนเข้มแข็งกว่านี้ คนหนึ่งตาย สิบคนตาย หรือร้อยคนตายก็ไม่มีปัญหา เพราะยังมีตัวแทนอีกเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากกรณีของ MST และซาปาติสตา&#8221;</span></p>
<p style="padding-left:30px;"><span style="color:#ff6600;"><br />
- &#8220;อัมโลไม่ใช่ซ้ายสุดๆ เขาเหมือน &#8220;ลูลา&#8221; มากกว่า คือ ซ้ายกลาง เราเชื่อว่าถ้าเขาขึ้นสู่อำนาจก็คงทำไม่ต่างจากลูลา คือไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับสหรัฐ และจะไม่ก่อปัญหาให้กับชนชั้นปกครอง แล้วก็จะไปกู้เงินรับเงื่อนไขจากไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก แต่เพราะสหรัฐและชนชั้นปกครองในเม็กซิโก โง่มากๆ ทำใจรับอัมโลไม่ได้ จึงกดดันให้อัมโลต้องไปอยู่กับฝ่ายก้าวหน้าสุดๆ&#8221;</span></p>
<p><strong>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#008000;">บทสัมภาษณ์ระหว่าง กรรณิการณ์ กิจติเวชกุล กับ ปีเตอร์ รอสเซ็ต</span></strong><br />
<span style="color:#ff0000;"><br />
คุณเติบโตมาในช่วงการต่อต้านสงครามเวียดนาม นี่เป็นเหตุผลสำคัญให้คุณสนใจขบวนการประชาชน</span><br />
ช่วงสงครามเวียดนามเป็นช่วงที่ผมศึกษาอยู่มัธยมต้นและต่อด้วยมัธยมปลาย ซึ่งคนรุ่นผมโดยเฉพาะผู้ชายต่างต้องคิดถึงเรื่องสงครามเวียดนาม เพราะเมื่อเราอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ต้องไปเป็นทหาร ฉะนั้นเด็กผู้ชายทุกคนต้องเลือกระหว่าง เป็นทหารแล้วถูกส่งไปต่างประเทศ ไปฆ่าคนที่คุณไม่รู้จัก ด้วยเหตุผลที่คุณไม่รู้ว่าคืออะไร หรืออาจจะถูกฆ่าตายด้วยคนต่างชาติด้วยเหตุผลที่คุณไม่รู้ หรือว่าจะลี้ภัยไปต่างประเทศ หรือว่าจะยอมถูกจับขังคุก นี่เป็นคำถามที่หนักหนาที่สุดแต่เป็นคำถามที่เด็กในวัยแบบนั้นต้องครุ่นคิด ทั้งที่วัยขณะนั้นน่าจะเป็นวัยที่ไม่ต้องคิดอะไรอย่างอื่นมากกว่า แต่คนรุ่นผมในสหรัฐอเมริกา และในเวียดนามต้องมานั่งคิดว่าจะเลือกอะไรระหว่างการมีชีวิตอยู่และความตาย จากเหตุผลนี้ทำให้มีขบวนการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษาหัวก้าวหน้าเกิด ขึ้นมากมาย</p>
<p>สำหรับผมค่อนข้างโชคดี เมื่อผมอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ การบังคับให้เป็นทหารยุติลง แต่ผมไม่ได้รู้ล่วงหน้า ฉะนั้นก่อนหน้านั้น ผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดครุ่นคิดไปกับประเด็นของจักรวรรดินิยมและสงครามว่ามันหมายความว่าอะไร เราพร้อมไหมที่จะตายเพื่อลัทธิจักรวรรดินิยมเช่นนี้. พ่อของผมมีสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่พิมพ์หนังสือฝ่ายซ้ายก้าวหน้า และเรื่องราวจากละตินอเมริกา เช่น ไดอารี่ของเช เกวารา ทำให้ผมสนใจในการปฏิวัติของละตินอเมริกา ควบคู่ไปกับที่เจาะลึกลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกา</p>
<p>และอีกปัจจัยที่สำคัญคือ เมื่อเป็นเด็ก ผมได้เข้าเรียนในโรงเรียนทางเลือกของฝ่ายซ้ายชื่อว่า &#8220;นิว ลินคอน&#8221; ในเมืองนิวยอร์กที่ให้เด็กลูกของปัญญาชนคนชั้นกลางแบบผมได้เรียนร่วมกับเด็กจากสลัม ตอนนี้โรงเรียนนี้ไม่มีแล้ว ถูกรัฐนิวยอร์กทุบทิ้งเอาที่ไปสร้างเรือนจำ ทั้งหมดมันเป็นปัจจัยที่ผสมและเอื้ออย่างยิ่งในการสร้าง &#8220;นักกิจกรรมขาสั้น(นักเรียน) ระดับหัวก้าวหน้า&#8221; อ๋อ ผมเกือบลืมไป อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในช่วงแรกของสงครามเวียดนาม ถ้าคุณเป็นครู คุณไม่ต้องไปรบ ฉะนั้นในโรงเรียนของผมมีครูผู้ชายผมยาวหนา เครารุงรัง สวมรองเท้าแตะ มีใจปฏิวัติเต็มไปหมด จนกระทั่งปี 1971 รัฐบาลยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว ครูเหล่านั้นต้องไปรบ แต่ก็นับว่าหลายปีทีเดียวที่เรามีครูหัวก้าวหน้าแบบนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">แล้วชีวิตในมหาวิทยาลัยของคุณเป็นอย่างไรบ้าง</span><br />
แย่ที่สุด สงครามเวียดนามยุติเมื่อผมจบไฮสคูล ผมหวังว่าในมหาวิทยาลัยจะเต็มไปด้วยนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม เราจะได้ถกเถียงปรัชญามาร์กซิสม์จนถึงตี 3 ของทุกวัน ไม่มีอะไรเลย มีแต่การพูดคุยกันเรื่องทีมฟุตบอล จะไปกินเบียร์ที่ไหน ไม่มีการพูดคุยประเด็นการเมืองเลย เป็น 4 ปีที่ทุกทรมานของผมมากๆ จนเมื่อจบมหาวิทยาลัยผมถึงได้กลับมาเป็นนักกิจกรรมอีกครั้ง ในชีวิตมีเพียง 4 ปีในมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่ผมไม่ได้เป็นนักกิจกรรม
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">เมื่อจบจากมหาวิทยาลัย คุณเริ่มต้นทำงานในประเด็นใดก่อน</span><br />
2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ ขบวนการประชาชนคัดค้านสงครามเวียดนาม ประเด็นที่สอง คือ ขบวนการเสือดำ (Black Panther Movement) ซึ่งเป็นขบวนการกึ่งทหารของคนผิวดำ ส่วนใหญ่เป็นคนสลัมที่ปกป้องชุมชนของเขาจากการรบกวนของตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำส่วนใหญ่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐลอบสังหาร สองขบวนการประชาชนนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐยังมีอำนาจมาก ก่อนหน้าที่จะเป็นสังคมเสรีนิยมใหม่ที่รัฐถูกลดบทบาทลง</p>
<p>ในช่วงที่รัฐมีอำนาจมาก น่าสนใจว่ามีขบวนการทางการเมืองเกิดขึ้นมากมาย และเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีกว่านี้มาก คือมันเห็นภาพชัดเจนว่า เมื่อเศรษฐกิจดีมาก มีคนบางกลุ่มถูกเลือกปฏิบัติ บางกลุ่มได้รับผลประโยชน์มากมาย แต่บางกลุ่มได้ประโยชน์น้อยมาก มันเห็นชัดว่า ช่วงเวลาที่ความเคลื่อนไหวภาคประชาชนในสหรัฐอเมริกาแข็งแกร่งที่สุดคือ ช่วงที่เศรษฐกิจดีที่สุด แต่พอเศรษฐกิจตกต่ำลงมันทำลายขบวนการประชาชน ผมไม่ใช่นักรัฐศาสตร์อาจจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ไม่ดีนัก อาจเป็นเพราะว่าช่วงที่เศรษฐกิจดีทุกคนตั้งความหวังว่าทุกอย่างจะดีไว้สูงมาก สูงกว่าความเป็นจริง และต้องการให้เร็วมาก เกินกว่าความเป็นจริงจะเป็นไปได้ ซึ่งผิดกับช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คนส่วนใหญ่ทำใจไว้แล้ว มันเป็นช่องว่างระหว่างความหวังกับความเป็นจริง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">มาพูดถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวภาคประชาชนในละตินอเมริกาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง</span><br />
ต้องเริ่มย้อนหลังประวัติศาสตร์ไปสักนิดหนึ่ง ช่วงทศวรรษที่ 80 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศในละตินอเมริกาเกือบทั้งหมดต้องพึ่งโครงการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Adjustment Program &#8211; SAP) ของธนาคารโลก ทำให้รัฐ (State) ส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาล่มสลาย พรรคการเมืองก็ล่มสลายเมื่อรัฐถูกทำให้เล็กลง</p>
<p>ก่อนหน้านี้รัฐใหญ่โต มีพรรคการเมืองมากมาย แล้วพรรคการเมืองก็คุมภาคประชาสังคมทั้งหมด (อยู่ในลักษณะของกลุ่มประชาสังคม และขบวนการทางสังคมที่จัดตั้งและพึ่งพาพรรคการเมืองต่างๆ) แต่ SAP ทำให้รัฐล่มสลาย พรรคการเมืองก็อ่อนแอ ขณะเดียวกันขบวนการประชาชนต่างๆ เหมือนได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการควบคุมจากพรรคการเมือง แต่นั่นเป็นสถานการณ์ที่ใช้เวลาบ่มเพาะพอสมควร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">น่าจะเรียกว่าเป็นด้านดีด้านเดียวของ SAP</span><br />
ย้อนหลังกลับไป ทันทีที่โครงการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเริ่มต้นในละตินอเมริกา ปรากฏการณ์ใหม่คือ การเกิดขึ้นของเอ็นจีโอเพราะ</p>
<p style="padding-left:30px;"><span style="color:#ff6600;">หนึ่ง.</span> ข้าราชการเก่าที่ถูกให้ออกเพราะงานถูกแปรรูป(privatization)ไปให้เอกชน พวกนี้ก็มองหางานใหม่<br />
<span style="color:#ff6600;">สอง.</span> การเปลี่ยนนโยบายของหน่วยงานให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก สหภาพยุโรป และ USAID ว่าจะไม่ให้เงินช่วยเหลือผ่านรัฐบาลอีกต่อไป จะให้กับสถาบันเอกชน เอ็นจีโอต่างๆ ในละตินอเมริกาจึงเกิดจากกลุ่มข้าราชการเก่า เพื่อดึงเงินจากแหล่งทุนต่างประเทศ</p>
<p>เมื่อรัฐล่มสลาย เอ็นจีโอเคลื่อนเร็วกว่าขบวนการประชาชนมาก เอ็นจีโอ (ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเก่า) เหล่านี้เลยเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นก่อนกลุ่ม อื่นๆ ดึงเงินสนับสนุนจากแหล่งเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ช่วงทศวรรษที่ 80 กลุ่มคนเหล่านี้ยึดกุมพื้นที่ทางการเมืองของภาคประชาสังคม ขณะเดียวกัน ขบวนการประชาชนที่เพิ่งถูกปลดปล่อยจากพรรคการเมืองก็ถูกกดโดยเอ็นจีโอ ทำให้ช่วงทศวรรษที่ 80-90 ขบวนการภาคประชาชนต้องต่อสู้กับเอ็นจีโอโดยบอกว่า พวกเขามีสิทธิอันชอบธรรมในการพูดในนามของประชาชนมากกว่าเอ็นจีโอ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วละตินอเมริกา ขบวนการประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เป็นเครือข่ายของขบวนการชาวนาโลก (Via Campasina) (*) ประกาศจุดยืนไม่ร่วมสังฆกรรมกับเอ็นจีโอ ไม่พูด ไม่ทำงานด้วย ไม่เจรจาในวงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Dialogue) เพราะเอ็นจีโอ พยายามที่จะมาครอบงำ</p>
<p><span style="color:#808000;">(*)Via Campesina (from Spanish la via campesina, the campesino way) describes itself as &#8220;an international movement which coordinates peasant organizations of small and middle-scale producers, agricultural workers, rural women, and indigenous communities from Asia, Africa, America, and Europe&#8221;. They are a coalition of over 100 organizations, advocating family-farm-based sustainable agriculture and were the group that first coined the term &#8220;food sovereignty&#8221;. Food sovereignty refers to the right to produce food on one&#8217;s own territory. Probably their best known spokesperson is the French farmer Jose Bove. The organisation was founded in 1992 by Rafael Alegria, and had its original headquarters in Tegucigalpa, Honduras. The headquarters office of Via Campesina is now in Jakarta, Indonesia. Henry Saragih is the International Operative Secretary.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">Organized worldwide into eight regions, the group has members throughout the world. It receives support from UK charity War on Want amongst others.</span></p>
<p>เมื่อขบวนการภาคประชาชนเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เอ็นจีโออ่อนแอลง เพราะเงินจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศลดน้อยลง นำมาสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขบวนการภาคประชาชนเข้มแข็งจึงประกาศว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะทำงานร่วมกับเอ็นจีโอด้วยเป้าหมายของเรา ไม่ใช่เป้าหมายของเอ็นจีโออีกต่อไป ให้เอ็นจีโอทำงานให้เรา</p>
<p>ขณะนี้เอ็นจีโอต้องพึ่งขบวนการประชาชนเพื่อความอยู่รอด เช่นเอ็นจีโอสายพัฒนาต้องไปหาแหล่งทุนพร้อมกับบอกว่า ช่วยสนับสนุนด้านการเงินให้แก่เรา เพราะเราทำงานให้เครือข่ายชาวนาโลก (Via Campasina) แหล่งทุนก็จะโทรมาถามว่า เอ็นจีโอทำงานร่วมกับ Via Campasina จริงๆ หรือไม่ ก่อนที่จะให้ทุน เอ็นจีโอจึงเป็นเหมือนฝ่ายสนับสนุนให้กับขบวนการภาคประชาชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">อย่างที่ทำงานของคุณ</span><br />
อย่างสำนักงานของผม CECCAM หรือศูนย์เพื่อการศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชนบทเม็กซิโก เป็นเอ็นจีโอที่ขบวนการชาวนาเม็กซิโก (UNORCA) (*) ตั้งขึ้นมา ขบวนการชาวนาในเม็กซิโกต้องเผชิญปัญหาเชิงนโยบายจำนวนมาก เช่น นาฟตา (เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ) และจีเอ็มโอ เป็นต้น พวกเขาต้องการทราบผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะข้อมูลของฝ่ายรัฐอ้างว่าทุกอย่างดีหมด เมื่อขบวนการชาวนาแย้งว่าไม่จริง ผลกระทบเกิดขึ้นมากมาย ก็จะถูกฝ่ายรัฐย้อนว่า แล้วไหนล่ะข้อมูล ตัวเลขชี้วัด ทำให้พวกเขาตั้งเอ็นจีโอเพื่อมาวิเคราะห์นโยบายต่างๆ ของรัฐ คือให้มาทำหน้าที่ Think Tank ของขบวนการชาวนา ขบวนการชาวนาจ่ายตังค์จ้างนักวิชาการ นักวิจัย ไม่ใช่เอ็นจีโอจ่ายตังค์ให้ขบวนการชาวนาไปประชุมที่นั่นที่นี่ เป็นด้านตรงกันข้ามเลย</p>
<p>ในบราซิล ขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (MST) ตั้งเอ็นจีโอประมาณ 50 แห่งเพื่อมาทำงานในด้านต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยีการเกษตร ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านกฎหมาย ทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ของ MST ฯลฯ เพราะขบวนการแรงงานไร้ที่ดินเองไม่มีสถานะทางกฎหมายจึงไม่สามารถรับทุนจาก รัฐได้ เอ็นจีโอจึงเป็นช่องทางที่ดีในการดึงทรัพยากรและประสานงานจากรัฐ แต่คณะกรรมการของทุกเอ็นจีโอคือ ผู้นำของ MST ที่จะมากำหนดยุทธศาสตร์ในการทำงานของเอ็นจีโอในสังกัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ช่วยเปรียบเทียบขบวนการภาคประชาชน คือ ซาปาติสตา, MST และ คิวบา ที่คุณเรียกว่า senior social movements</span><br />
3 ขบวนการใหญ่ที่แตกต่างกันอย่างมาก คิวบามีทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ความเป็นรัฐ ทำให้สามารถทำอะไรได้มากมาย ขณะที่ ซาปาติสตาและ MST เป็นขบวนการประชาชนจริงๆ แต่ก็มีความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มนี้อย่างมากเช่นกัน</p>
<p>ประเด็นแรกและสำคัญที่สุด ซาปาติสตา เป็นชนพื้นเมืองซึ่งไม่สนใจความคิดของตะวันตกเลย ขณะที่ MST เป็นเกษตรกรและแรงงานไร้ที่ดิน ความคิดส่วนใหญ่จึงได้รับอิทธิพลของความคิดตะวันตก ทำให้ MST เชื่อบทบาทของรัฐว่า ต้องเข้มแข็ง ต้องทำหน้าที่ดูแลประชาชน ต้องให้บริการสาธารณะ นี่เป็นความคิดตะวันตกแท้ๆ ขบวนการประชาชนจึงต้องประท้วงกดดันให้รัฐทำหน้าที่ของตัวเอง กระจายที่ดิน กระจายทุน จัดไฟฟ้า-น้ำประปา รวมทั้งหาตลาดให้กับประชาชน</p>
<p>โลกทัศน์ของซาปาติสตา (*) ไม่เชื่อในรัฐ เพราะรัฐมาจากลัทธิล่าอาณานิคม รัฐถูกสร้างมาเพื่อทำลายวิถีชีวิตของชนพื้นเมือง มาแย่งที่ดิน ชนพื้นเมืองมีประวัติศาสตร์เป็นหมื่นๆ ปีในการปกครองตัวเอง มีการศึกษาของตัวเอง เราทำการผลิตการเกษตรของเราเองได้ ดูแลรักษาพยาบาลเองได้ รัฐดีแต่ทำให้คนขี้เกียจโดยการให้เงิน สร้างความแตกแยกในชุมชน เพราะดึงพรรคการเมืองเข้ามาในชุมชน แยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ทำให้คนลืมวัฒนธรรมและชุมชนด้วยการสอนให้พูดภาษากลาง สอนด้วยหลักสูตรกลาง ไม่ใช่หลักสูตรเฉพาะท้องถิ่น ฉะนั้น ซาปาติสตาจะไม่สนรัฐเลย ให้การศึกษาแก่เด็กในชุมชนด้วยหลักสูตรของตัวเอง ไม่รับครูจากส่วนกลาง ใช้ครูของตัวเอง มีโรงพยาบาลของตัวเองที่ผสมยาพื้นบ้านและยาสมัยใหม่ ในการผลิตไม่ใช้สารเคมีเพราะไม่ต้องพึ่งพิงบริษัทข้ามชาติ</p>
<p><span style="color:#808000;">(*)The Zapatista Army of National Liberation (Ejercito Zapatista de Liberacion Nacional, EZLN) is an armed revolutionary group based in Chiapas, one of the poorest states of Mexico. Since 1994, they have been in a declared war &#8220;against the Mexican state.&#8221; Their social base is mostly indigenous but they have some supporters in urban areas as well as an international web of support. Their main spokesperson is Subcomandante Marcos (currently a.k.a. Delegate Zero in relation to the &#8220;Other Campaign&#8221;). Unlike other Zapatista comandantes, Subcomandante Marcos is not an indigenous Mayan.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">The group takes its name from Emiliano Zapata, the anarchist commander of the Liberation Army of the South during the Mexican Revolution, and thus see themselves as his ideological heirs. In reference to inspirational figures, in nearly all EZLN villages exist murals accompanying images of revolutionaries Emiliano Zapata, Che Guevara, and Subcomandante Marcos.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">Some consider the Zapatista movement the first &#8220;post-modern&#8221; revolution: an armed revolutionary group that has abstained from using their weapons since their 1994 uprising was countered by the overpowering military might of the Mexican Army. The Zapatistas quickly adopted a new strategy by trying to garner the support of Mexican and international civil society. They try to achieve this by making use of the Internet to disseminate their communiqu?s and to enlist the support of NGOs and solidarity groups. Outwardly, they portray themselves as part of the wider anti-globalization, anti-neoliberalism social movement while for their indigenous base the Zapatista struggle is all about control over their own resources, particularly the land on which they live.</span></p>
<p>ฉะนั้นการมองขบวนการประชาชนในละตินอเมริกาจะต้องไม่มองแบบเดียวกันหมด ยกตัวอย่างเช่น คุณเดินทางไปละตินอเมริกา เห็น MST ขบวนเดียว คุณจะรู้สึก ว้าว หัวรุนแรงสุดๆ ไปเลย มหัศจรรย์ที่สุด แต่ถ้าคุณรู้จักซาปาติสตา คุณจะรู้ว่า แม้ว่า MST จะดูก้าวหน้ามากๆ แต่ก็ต่างจากกระบวนทัศน์กระแสหลักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยังมีโลกที่แตกต่างจากนี้อีกมาก แตกต่างโดยสิ้นเชิง</p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#ff0000;">
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="size-full wp-image-411 aligncenter" title="zapatista" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/otras-3.jpg?w=500&#038;h=375" alt="zapatista" width="500" height="375" /></span></p>
<p style="text-align:left;">
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#ff0000;">มีคนวิจารณ์ว่า ซาปาติสตา เป็นแรงบันดาลใจได้ แต่เป็นแบบอย่างไม่ได้</span><br />
ซาปาติสตาไม่ได้ประกาศว่าจะเป็นแบบอย่างให้กับใคร เพราะคำขวัญของพวกเขาก็คือ One world which room for many worlds (โลกหนึ่งใบสำหรับโลกอีกหลายๆ ใบ) และ Unity for the basis of diversity (เอกภาพบนพื้นฐานของความหลากหลาย) ซึ่งมาจากพื้นฐานของการปกครองแบบชนพื้นเมืองที่สืบเนื่องมาหลายชั่วอายุคน ที่การตัดสินใจต่างๆ ต้องมาจากการประชุมของชุมชนค่อนๆ ขึ้นไปสู่ด้านบน เป็นการปกครองตัวเอง (Self-Government) แต่มันมาบรรจบกับความคิดของอนาธิปไตยสมัยใหม่ที่พูดเรื่อง Local Autonomy แต่ละชุมชนสามารถพัฒนาตามหนทางของตัวเองที่ไม่สร้างปัญหากับชุมชนอื่นๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">มาที่ MST พวกเขาสนับสนุน &#8220;ลูลา&#8221; ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี พวกเขาได้บทเรียนอะไรบ้าง</span><br />
ถ้าคุณไปถาม MST พวกเขาจะบอกว่า MST ไม่ได้สนับสนุน &#8220;ลูลา&#8221; (*) แต่สมาชิกส่วนใหญ่ของเราสนับสนุน &#8220;ลูลา&#8221; แต่เขาไม่ใช่ตัวแทนของ MST เพราะ MST ตั้งข้อสงสัยต่อ &#8220;ลูลา&#8221; มาแต่ต้นว่า เป็นนักฉวยโอกาสทางการเมือง เขาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสิ้น 4 ครั้ง &#8220;ลูลา&#8221; ที่ชนะการเลือกตั้งในการลงสมัครครั้งที่ 4 ไม่ใช่คนเดียวกับ &#8220;ลูลา&#8221; ที่ลงสมัครเลือกตั้งในครั้งแรก ยิ่งลงเลือกตั้งมากเท่าไร เขาก็ยิ่งคลั่งอำนาจมากเท่านั้น ละทิ้งความคิดก้าวหน้าต่างๆ ที่เคยมี ยิ่งไปกว่านั้น ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ผู้สมัครร่วมในตำแหน่งรองประธานาธิบดีของเขา คือนักการเมืองฝ่ายขวากลาง พอเข้าดำรงตำแหน่ง เขาตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมเกษตรเป็นรัฐมนตรีเกษตร</p>
<p><span style="color:#808000;">(*)Luiz Inacio Lula da Silva (born October 27, 1945), known simply as Lula , is the thirty-fifth and current President of Brazil and a founding member of the country&#8217;s Workers&#8217; Party. He was elected on October 27, 2002, and took office on January 1, 2003. On October 29, 2006, he was re-elected, extending his term as President until January 1, 2011.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">Lula had little formal education. He did not learn to read until he was ten years old, and quit school after the fourth grade in order to work to help his family. His working life began at age 12 as a shoeshiner and street vendor. By age 14 he got his first formal job in a copper processing factory.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">At age 19, he lost a finger in an accident while working as a press operator in an automobile parts factory. After losing his finger he had to run to several hospitals to receive attention.[citation needed] This experience increased his interest in participating within Workers&#8217; Union.[citation needed] Around that time, he became involved in union activities and held several important union posts. Brazil&#8217;s dictatorship strongly curbed trade unions&#8217; activities, and as a reaction Lula&#8217;s views moved further to the political left.</span></p>
<p>ดังนั้น MST จึงประกาศว่า รัฐบาล &#8220;ลูลา&#8221; อาจไม่เลวร้ายเท่ากับรัฐบาลฝ่ายขวา แต่คงจะเป็นภาพลวงตาหากไปพูดว่า นี่คือรัฐบาลของฝ่ายซ้าย ในรัฐบาลจึงเป็นพื้นที่ให้แต่ละฝ่าย ฝ่ายทุน ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฝ่ายหนุนชาวนา ฝ่ายต่อต้านชาวนา ฯลฯ ต้านทานกัน จึงเป็นช่องทางให้ MST ดึงทรัพยากรจากรัฐ แต่ก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์และต่อสู้ด้วย</p>
<p>หลักการสำคัญที่ MST ประกาศคือ ในฐานะของขบวนการภาคประชาชน ต้องเป็นอิสระจากพรรคการเมืองต่างๆ แม้จะเป็นพรรคฝ่ายซ้าย ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐบางส่วนดีต่อประชาชน บางหน่วยก็ไม่ดี ส่วนใดดีร่วมมือ-ชื่นชม ส่วนใดไม่ดี เราจะไปยึดที่ทำการ จับข้าราชการเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้ทำตามข้อเสนอของเรา แล้วถ้าใครไม่ให้ความร่วมมือ เราก็จะไปประท้วง ไปยึดที่ทำการเหมือนกัน</p>
<p>อยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดี หรือเลวกับเรา คุณก็ลองไปคิดดู MST ประกาศต่อ &#8220;ลูลา&#8221; กลางที่สาธารณะเสมอว่า เราโหวตให้คุณ ถ้าไม่มีเสียงจากพวกเรา คุณไม่มีวันได้เป็นประธานาธิบดี ฉะนั้นนี่ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องทำตามข้อเสนอของเรา ถ้าไม่ เราจะใช้การเมืองบนท้องถนน ตอนนี้พวกเขาก็กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไกลจากชนบทสู่เมืองหลวง 200,000 ครอบครัวเดินทางเข้าเมือง ตั้งเต็นท์ดำอยู่ตามรายทางถนนสายหลักที่เข้าสู่เมืองหลวง มันอาจเป็นทัศนะอุจาดสำหรับชนชั้นกลาง แต่ก็จะกลายเป็นแรงกดดันไปสู่รัฐบาลให้ฟังข้อเรียกร้องของ MST. บทเรียนที่สำคัญก็คือ รัฐบาลฝ่ายซ้ายจะเป็นฝ่ายซ้ายที่ดีก็ต่อเมื่อขบวนการประชาชนเข้มแข็งพอที่จะควบคุมรัฐบาล &#8220;ตีให้แรง ถ้าเขาทำตัวไม่ดี ปรบมือให้ ถ้าเขาทำดี&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">ไปที่เวเนซูเอลา จากมุมมองของคนไกลเห็นว่า ประธานาธิบดีชาเวชน่าจะเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายที่ดี จริงๆ เป็นอย่างนั้นหรือไม่</span><br />
เราได้รับมอบหมายจากเครือข่ายชาวนาโลกให้ไปลงพื้นที่ศึกษาในเวเนซูเอลา เพิ่งเดินทางกลับมาเมื่อ 3 วันก่อน ข้อสรุปของเราคือ ช่องว่างยังห่างไกลระหว่างตัวอย่างที่ดีที่สามารถจะเป็นไปได้ กับตัวอย่างที่ดีของความเป็นจริง. เราพบว่า คนจำนวนมาก มากจริงๆ ที่สนับสนุน &#8220;ชาเวช&#8221; (*) ซึ่งคนที่สนับสนุนและเกลียดชาเวชแยกตามชนชั้นอย่างชัดเจน แรงงานและคนจนรักชาเวชสุดหัวใจ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ ทั้งชีวิตผมเคยเห็นที่เดียวคือในคิวบา กรณีของความรักที่มีต่อ ฟิเดล คาสโตร(**)</p>
<p><span style="color:#808000;">(*)Hugo Rafael Chavez Frias (born July 28, 1954) is the current President of Venezuela. As the leader of the Bolivarian Revolution, Ch?vez promotes a political doctrine of democratic socialism and Latin American integration. He is also a critic of neoliberalism, globalization and United States foreign policy.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">A career military officer, Chavez founded the left-wing Fifth Republic Movement after orchestrating a failed 1992 coup d&#8217;?tat against former President Carlos Andres Perez. Chavez was elected President in 1998 with a campaign centering on promises of aiding Venezuela&#8217;s poor majority, and was reelected in 2000 and in 2006.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">(**)Fidel Alejandro Castro Ruz (born August 13, 1926) is a Cuban revolutionary leader who served as the country&#8217;s 22nd president and led the country from January 1959 until his retirement in February 2008. Castro began his political life with nationalist critiques of Batista, and of United States political and corporate influence in Cuba. He gained an ardent, but limited, following and also drew the attention of the authorities. He eventually led the failed 1953 attack on the Moncada Barracks, after which he was captured, tried, incarcerated and later released. He then traveled to Mexico to organize and train for the guerrilla invasion of Cuba that took place in December 1956.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">He came to power in an armed revolution that overthrew the dictatorship of Fulgencio Batista, and was shortly thereafter sworn in as the Prime Minister of Cuba. In 1965 he became First Secretary of the Communist Party of Cuba and led the transformation of Cuba into a one-party socialist republic. In 1976 he became President of the Council of State as well as of the Council of Ministers. He also held the supreme military rank of Comandante en Jefe (&#8220;Commander in Chief&#8221;) of the Cuban armed forces.</span></p>
<p>ผมไปพักที่โรงแรมฮิลตัน หรูหรามาก พนักงานทำความสะอาดมาพูดคุยกับพวกเรา ถามว่าพวกเราจะได้ไปพบชาเวชจริงๆ หรือ ช่วยบอกเขาด้วยนะว่า พนักงานทำความสะอาดของทั้งโรงแรมนี้ตกหลุมรักเขา บอกเขาและช่วยจูบเขาให้เราด้วย ผมเลยตอบไปว่า จะบอกให้ แต่จูบคงทำแทนไม่ได้ แค่กอดให้แล้วกัน (หัวเราะ) แต่คนเวเนซูเอลาที่เป็นแขกของโรงแรมทุกคนเกลียดชาเวช ด่าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ พวกหัวขโมย คนบ้า คนขับแท็กซี่ก็เกลียดชาเวช เป็นสายสืบดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้าน &#8220;ชาเวช&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#ff0000;"><img class="size-full wp-image-409 aligncenter" title="hugo-chavez" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/hugo-chavez.jpg?w=500" alt="hugo-chavez"   /></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align:left;"><span style="color:#ff0000;">คนขับแท็กซี่ไม่ใช่แรงงานหรือ</span><br />
ที่อื่นไม่รู้ แต่ที่ละตินอเมริกา คนขับแท็กซี่เป็นสปายให้ฝ่ายความมั่นคงมาโดยตลอด เราจะไม่พูดเรื่องลับๆ ในรถแท็กซี่เด็ดขาด แม้ว่าเสียงสนับสนุนชาเวชจะเข้มแข็ง แต่รัฐมนตรีและกลไกรัฐทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดมาจากรัฐบาลที่แล้ว เลยมีคำพูดว่า พรรคการเมืองของชาเวชชื่อ สาธารณรัฐที่ 5 แต่รัฐมนตรีและข้าราชการยังอยู่ในสาธารณรัฐที่ 4 เมื่อชาเวชสั่งนโยบายอะไร ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนทำตาม เขาไม่สามารถปลดรัฐมนตรีทุกคนออกได้ เพราะเวเนซูเอลามีคนที่มีการศึกษาไม่มากนัก เพราะมีมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่ง</p>
<p>ชาเวชจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการสร้างโครงสร้างคู่ขนานขึ้นมา เป็นคณะเจรจา (Mission) ในขบวนการโบลิเวียรา ซึ่งเป็นขบวนการประชาชนที่สนับสนุนเขาอยู่ ทีแรกผมนึกว่าเหมือนกับมิชชันนารีไปเกลี้ยกล่อม ชาเวชบอกไม่ใช่ นี่เป็นคณะเจรจาแบบทหาร เอาปืนคุมคำสั่งไปแต่ละหน่วยงานให้ทำตาม เช่น คำสั่งให้ปลูกพืช กระจายที่ดิน จัดการน้ำ. อีกคณะคือ ชาเวชได้นำเข้าหมอจากคิวบา 10,000 คน ไปทำงานในชนบท รักษาฟรี เพราะหมอเวเนซูเอลาเป็นชนชั้นกลางทั้งหมดไม่ยอมไปรักษาคนในชนบท ฉะนั้นสิ่งที่ชาเวชพยายามทำคือ พยายามทำให้รัฐทำหน้าที่ปกป้องประชาชนได้โดยผ่านขบวนการประชาชน</p>
<p>มันยากมากๆ ปัญหาที่สำคัญก็คือ แม้ขบวนการประชาชนมีพลัง มีความกระตือรือร้นที่จะช่วยชาเวชในการปฏิรูปประเทศ แต่อ่อนแอมาก ไม่เคยถูกจัดตั้ง ไม่เคยได้รับการศึกษาในเชิงกระบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนมาก่อน ไม่มีฝ่ายนำเลย ทำให้ขณะนี้ในชนบทเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เพราะชาเวชให้ความหวังไว้สูงมาก แต่เพิ่งเติมเต็มความหวังเพียงนิดเดียวเท่านั้น แต่คนชนบทก็ยังรักชาเวช จึงไม่กล้าวิจารณ์ พวกเขาอ้างว่า ที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะชาเวชยังไม่รู้ว่าเกิดปัญหา ถ้าเขารู้เขาต้องมาแก้แล้ว</p>
<p>ข้อสรุปที่พวกเราได้ต่างออกไป เราเห็นว่าขบวนการประชาชนในเวเนซูเอลาต้องได้รับการจัดตั้งและให้การศึกษา เพื่อที่จะได้สามารถควบคุมกลไกรัฐได้ ถ้าไม่ทำตามการปฏิรูปการเกษตรอย่างแท้จริงก็ต้องประท้วงและกดดัน ซึ่งขณะนี้เครือข่ายชาวนาโลกรับที่จะเข้าไปช่วยเหลือโดยจัดการให้การศึกษา เพื่อฝึก &#8220;นักรบ&#8221; ให้กับขบวนการชาวนาในเวเนซูเอลา และขบวนการเหล่านี้ต้องเป็นอิสระจากชาเวชด้วย เพื่อจะได้กล้าวิพากษ์วิจารณ์จุดที่ผิดพลาด. ในกรณีของเวซูเอลา เราเชื่อว่าการจัดตั้งขบวนการภาคประชาชนจะเดินหน้าเร็วมาก เพราะความไม่พอใจที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมีมาก พวกเขาจะกดดันจากข้างล่างขึ้นข้างบน ให้มีการเวนคืนที่ดิน เวนคืนธุรกิจที่อยู่ในมือนายทุนแบบรวดเร็ว ซึ่งจะต่างกับกรณีของคิวบา การปฏิวัติในปี 50 ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเวนคืนได้ ในปี 60-70</p>
<p>แต่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากชาเวชถูกลอบสังหาร ซึ่งซีไอเออยากจะทำอยู่แล้ว หรือ โคลัมเบียในฐานะตัวแทนของสหรัฐบุกเข้าไปในเวเนซูเอลา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขณะนี้ขึ้นกับชาเวชเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าขบวนการประชาชนเข้มแข็งกว่านี้ คนหนึ่งตาย สิบคนตาย หรือร้อยคนตายก็ไม่มีปัญหา เพราะยังมีตัวแทนอีกเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากกรณีของ MST และซาปาติสตา นี่จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญของโบลิเวีย แม้ขบวนการประชาชนจะสามารถโค่นรัฐบาลนายทุนได้ แต่ยังไม่ยึดอำนาจรัฐ เพราะถกกันตกแล้วว่า ถึงได้อำนาจรัฐก็ไม่สามารถปกครองได้ จนกว่าจะมีขบวนการภาคประชาชนที่เข้มแข็งพอ ช่วงนี้จึงเป็นการบ่มเพาะขบวนการประชาชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#ff0000;">แล้วขณะนี้ ประเทศไหนในละตินอเมริกาน่าจะเป็นตัวอย่างที่น่าตื่นเต้นที่สุด</span><br />
เม็กซิโก อีกไม่นานรัฐบาลเม็กซิโกจะไร้ความสามารถในการปกครองเช่นเดียวกับโบลิเวีย เอกวาดอร์ เพราะว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปีหน้า คนที่มีคะแนนเสียงนำในโพลอยู่ในขณะนี้คือ &#8220;อัมโล&#8221; (Andres Manuel Lopez Obrador) (*) ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเม็กซิโกซิตี้ เป็นนักการเมืองฝ่ายซ้าย พรรคฝ่ายซ้ายในเม็กซิโกเป็นพรรคการเมืองที่แย่ แย่ แย่มาก คอรัปชั่นและแตกแยก แต่อัมโลเป็นนายกเทศมนตรีคนแรกที่บริหารเม็กซิโกซิตี้ได้ดีมาก เมืองที่มีคน 30 ล้านคนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบริหารให้ได้ดี คงยากกว่ากรุงเทพฯสัก 3 เท่า ทำให้คนชื่นชมมาก ไม่ใช่แค่ฝ่ายซ้าย แต่ทั้งฝ่ายขวา ฝ่ายขวากลางก็ชื่นชอบเขา สร้างความวิตกให้กับพรรคการเมืองเก่าๆ มาก</p>
<p style="text-align:left;">
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align:left;"><img class="size-full wp-image-410 aligncenter" title="Andres Manuel Lopez" src="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/obrador.jpg?w=500" alt="Andres Manuel Lopez"   />
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color:#808000;">(*)Andres Manuel Lopez Sobador, a.k.a. &#8220;El Peje&#8221;, (born November 13, 1953) is a Mexican politician affiliated with the Party of the Democratic Revolution (PRD). He is recognized by his followers as the leader of a civil resistance movement rejecting the results of the 2006 presidential election.</span></p>
<p><span style="color:#808000;">He held the position of Head of Government of the Federal District (roughly, Mayor of Mexico City) from 2000 to 2005, before resigning in July 2005 to contend the 2006 presidential election, representing the Coalition for the Good of All, a PRD-led coalition that also includes the Convergence party and the Labor Party.</span></p>
<p>สหรัฐวิตกกังวลที่สุด เพราะพึ่งพาน้ำมันร้อยละ 92 ของน้ำมันที่ใช้ในประเทศจาก 2 ประเทศ คือ เวเนซูเอลาและเม็กซิโก ฉะนั้นสหรัฐรับไม่ได้ที่จะเจอชาเวชในเม็กซิโกอีก แต่ในสายตาพวกเรา อัมโลไม่ใช่ซ้ายสุดๆ เขาเหมือน &#8220;ลูลา&#8221; มากกว่า คือ ซ้ายกลาง เราเชื่อว่าถ้าเขาขึ้นสู่อำนาจก็คงทำไม่ต่างจากลูลา คือไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับสหรัฐ และจะไม่ก่อปัญหาให้กับชนชั้นปกครอง แล้วก็จะไปกู้เงินรับเงื่อนไขจากไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก แต่เพราะสหรัฐและชนชั้นปกครองในเม็กซิโก โง่มากๆ ทำใจรับอัมโลไม่ได้ จึงกดดันให้อัมโลต้องไปอยู่กับฝ่ายก้าวหน้าสุดๆ</p>
<p>วิธีที่พวกเขาทำก็คือ สร้างข้อกล่าวหาว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วสมัยที่เป็นนายกเทศมนตรีไปเซ็นสร้างถนนสายหนึ่งที่ไปขวางทางเข้า ออกของที่ดินซึ่งเป็นที่ดินเปล่าผืนหนึ่ง ไปละเมิดคำสั่งศาลที่ห้ามขวางทางเข้าออกที่ดินเอกชน ฉะนั้นมีความผิดต้องติดคุก และตัดสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งในทางการเมือง</p>
<p>ในการหยั่งเสียง อัมโลมีคะแนนนิยมนำผู้สมัครที่ได้ความนิยมอันดับ 2 อยู่เท่าตัว ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการถอดถอน คาดว่าปลายสัปดาห์นี้เขาจะถูกตัดสินจำคุกและตัดสิทธิทางการเมือง อัมโลประกาศแล้วว่า เขาจะเป็นประธานาธิบดีจากในเรือนจำ เมื่อวันอาทิตย์ (17 พฤษภาคม) คน 1.2 ล้านคนเดินขบวนประท้วงในเมืองใหญ่ และยังมีการประท้วงตามหัวเมืองต่างๆ อีกด้วย ต้องเรียกว่าพวกชนชั้นปกครองสร้างความเดือดแค้นให้เกิดในใจประชาชนเอง</p>
<p>สิ่งที่จะเกิดขึ้นในสายตาผม นับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งจะมีการประท้วง การจัดตั้งขบวนประชาชน ภาคประชาสังคมในภาคส่วนต่างๆ แล้วในการเลือกตั้งเชื่อว่า อัมโลจะได้รับชัยชนะ ไม่ว่าด้วยการฉีกบัตร หรือกาบัตรเสียก็ตาม เมื่อถึงเวลานั้นจะกลายเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ของกลไกรัฐ อัมโลจะเป็นประธานาธิบดีจากในคุกที่ขบวนการประชาชนทุกภาคส่วนสนับสนุน ซึ่งฝ่ายซ้ายไม่เคยสามารถจัดตั้งขบวนประชาชนได้ขนาดนี้ แล้ว &#8220;อัมโล&#8221; ก็จะเป็น &#8220;ชาเวช&#8221; คนต่อไป ทั้งที่สหรัฐอเมริกาและชนชั้นปกครองเก่าไม่อยากได้ แต่ได้กลับสร้างขึ้นมาเอง</p>
<p><span style="color:#008000;">ที่มา:</span> <a href="http://midnightuniv.org/midnighttext/0009999886.html" target="_blank">มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน</a></p>
<br />Posted in บทสัมภาษณ์ Tagged: ขบวนการประชาชน, ขบวนการสังคม, ลาตินอเมริกา <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/dokdin.wordpress.com/405/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/dokdin.wordpress.com/405/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/dokdin.wordpress.com/405/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/dokdin.wordpress.com/405/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/dokdin.wordpress.com/405/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/dokdin.wordpress.com/405/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/dokdin.wordpress.com/405/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/dokdin.wordpress.com/405/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/dokdin.wordpress.com/405/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/dokdin.wordpress.com/405/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/dokdin.wordpress.com/405/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/dokdin.wordpress.com/405/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/dokdin.wordpress.com/405/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/dokdin.wordpress.com/405/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=dokdin.wordpress.com&amp;blog=5909802&amp;post=405&amp;subd=dokdin&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://dokdin.wordpress.com/2009/09/27/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/45e75ccc09a99eccc51b3351bfba63ce?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">Dokdin</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb998940.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">00000bbb998940</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb998941.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">00000bbb998941</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/00000bbb998939.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Peter Rosset</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/otras-3.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">zapatista</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/hugo-chavez.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">hugo-chavez</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://dokdin.files.wordpress.com/2009/09/obrador.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Andres Manuel Lopez</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
