นับจากปี ค.ศ.1912 ปีแล้วปีเล่าหลังจากนั้น ในบ้านเกิดของพวกเราและในพื้นที่ชนบท ในการปะชุมระดับจังหวัดและระดับชาติ บนขบวนรถไฟและบนรถโดยสาร ในโรงงานและในท้องนา ในเมืองและในหมู่บ้าน ตามชุมชนเมืองที่มีสภาพโกโรโกโส ตามโรงเรียนและคุกจองจำทั้งหมด ชนแอฟริกันทั้งหลายต่างมีการพูดคุยกันถึงการกระทำอันป่าเถื่อนและน่าอับอายของคนเหล่านั้นที่ปกครองประเทศของพวกเรา ปีแล้วปีเล่า พวกเราได้ส่งเสียงตะโกนและกร่นด่าถึงความยากจนข้นแค้น ค่าแรงต่ำ ความขาดแคลนที่ทำกินอย่างรุนแรง การตักตวงผลประโยชน์อันปราศจากสำนึกความเป็นมนุษย์ และนโยบายทั้งปวงของคนขาวที่ครอบงำพวกเรา แทนที่จะมีอิสรภาพมากขึ้น กลับกลายเป็นการกดขี่ที่ทวีความรุนแรงขึ้นโดยลำดับและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่า การสังเวยของพวกเราทั้งหมด จะจบลงด้วยการเป็นเพียงฝุ่นควันเท่านั้น
ทุกวันนี้ ผู้คนในประเทศเราทั้งหมดต่างรู้ดีว่า เรี่ยวแรงของพวกเราที่ทุ่มเทไป มิได้เปล่าประโยชน์ไปเสียทีเดียว สำหรับจิตวิญญาณและความคิดใหม่ๆ มันได้ยึดจับผู้คนของเราเอาไว้ ทุกวันนี้เรากำลังพูดด้วยภาษาของการกระทำ กล่าวคือ การตื่นขึ้นมาอย่างมีพลังอันแกล้วกล้า ท่ามกลางผู้หญิงและผู้ชายในประเทศเรา และในปี 1952 พวกเราได้ลุกขึ้นยืนตัวตรงในฐานะเป็นปีแห่งการเพิ่มพูนความสำนึกแห่งความเป็นชาติ